บริษัทฯ ให้ความสำคัญในการพัฒนาบุคลากร ซึ่งถือเป็นทรัพยากรที่มีค่ามากที่สุดขององค์กร โดยพัฒนาควบคู่กันไปทั้งด้านความรู้ ความสามารถ ตลอดจนทักษะที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานทั้งปัจจุบันและในอนาคตให้แก่พนักงานอย่างต่อเนื่อง ความรู้เฉพาะ อาทิเช่น ในด้านการผลิต วิศวกรรม เทคโนโลยีต่างๆ เป็นต้น โดยมีรูปแบบในการพัฒนาที่ทันสมัยและสอดคล้องตามข้อกำหนดของกฎหมาย กฎระเบียบของหน่วยงานต่างๆ โดยการอบรมเน้นในรูปแบบออนไลน์ การใช้สื่อ VDO การเรียนรู้แบบ Self Service เพื่อปรับตัวให้เข้ากับดิจิทัล ปลูกฝังจิตสำนึกและพฤติกรรมที่ดีในอุตสาหกรรมยางสีเขียว โดยใช้ระบบในการบันทึกจัดเก็บประวัติอบรม ลดการใช้กระดาษ
ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ ส่วนงานฝึกอบรมของกลุ่มบริษัทศรีตรัง มีหน้าที่รับผิดชอบในพัฒนาศักยภาพของพนักงานในองค์กร เพื่อความเป็นเลิศและยั่งยืนของธุรกิจ ควบคู่ไปกับการสร้างคนดีและคนเก่งสู่สังคม แนวทางในการพัฒนาบุคลากร ดังนี้ (GRI 404-2)
บริษัทฯ มีการสำรวจความต้องการการฝึกอบรม พัฒนาทักษะของพนักงานเป็นประจำทุกปี โดยการสำรวจผ่านผู้บังคับบัญชาสูงสุดของแต่ละส่วนงาน ประกอบกับการสำรวจจากการประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงาน และนำมาจัดทำเป็นแผนการฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรประจำปี บริษัทฯ ดำเนินการฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากร ให้กับพนักงานทุกระดับอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากวิทยากรภายใน และ ภายนอก ผ่านรูปแบบต่าง เช่น การอบรมในห้องเรียน (Inhouse Training), การทำงานในขณะปฏิบัติงาน (On the Job Training), การเรียนรู้ด้วยตัวเอง (Self-Learning), การให้คำปรึกษา (Counseling) และระบบพี่เลี้ยง (Mentoring), การทำกิจกรรม (Activity), การทำโครงการพิเศษ (Project Assignment), การอบรมนอกสถานที่ที่จัดโดยหน่วยงานภายนอก รวมถึงการศึกษาดูงานบริษัทชั้นนำ, บริษัทคู่ค้า และ บริษัทภายในกลุ่มบริษัทศรีตรัง (Site Visit) เป็นต้น เพื่อเตรียมความพร้อม และรองรับการแข่งขันสูงขึ้น รวมถึงการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่อง


นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้จัดทำโครงการพัฒนาศักยภาพของพนักงานอย่างต่อเนื่องที่สอดคล้องกับผลการประเมินของพนักงาน โดยดำเนินโครงการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลที่หลากหลายเพื่อครอบคลุมการพัฒนาความรู้ ความสามารถ และศักยภาพของพนักงาน ผ่านโครงการอบรมเชิงวิชาการและโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ
ในยุคปัจจุบัน โลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคดิจิทัลอย่างรวดเร็วและครอบคลุม เทคโนโลยีดิจิทัลได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการทำงาน การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลให้บริษัทฯ ต้องปรับตัวและพัฒนาศักยภาพให้สอดคล้องกับบริบทของยุคดิจิทัล โดยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับการดำเนินงานขององค์กรอย่างเป็นระบบ ด้วยเหตุนี้ บริษัทฯ จึงได้จัดทำ DIGITAL TRANSFORMATION (DX): The Path to Organizational Excellence ขึ้น เพื่อเป็นเครื่องมือหลักในการเพิ่มประสิทธิภาพ สร้างนวัตกรรม และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน
จัดอบรมเพื่อให้ผู้บริหารและพนักงาน
พนักงานได้รับความรู้ ทักษะ และแนวทางในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลไปปรับใช้ในงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและเตรียมพร้อมรับ การเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล
บริษัทฯ สามารถกำหนดกลยุทธ์และดำเนินการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและรองรับการพัฒนาอย่างยั่งยืน
13 คน (ระดับผู้บริหาร อาทิ ผู้อำนวยการสายบัญชีและการเงิน (Chief Financial Officer: CFO) และผู้จัดการโรงงาน


บริษัทฯ มุ่งหมายพัฒนาศักยภาพของพนักงานรุ่นใหม่ที่เพิ่งผ่าน ช่วงทดลองงานและมีอายุงานไม่เกิน 1 ปี ให้มีความเข้าใจในบทบาท ภารกิจ ค่านิยม (Core Values) และวัฒนธรรมองค์กรของ STGT อย่างชัดเจน เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับเป้าหมายของบริษัท ในยุคที่การทำงานต้องอาศัยความร่วมมือและการปรับตัวอย่างรวดเร็ว การสร้างทักษะ Collaboration และ Soft Skills เช่น การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม และการคิดเชิงบวก เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับพนักงานรุ่นใหม่ หลักสูตรนี้จึงออกแบบให้มีทั้งการเรียนรู้เชิงทฤษฎีและกิจกรรมเชิงปฏิบัติ (Workshop, Group Discussion, Role Play และ Team Building) เพื่อเสริมสร้างความผูกพันต่อองค์กรและสร้างบรรยากาศการทำงานที่มีความสามัคคี พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมให้พนักงานสามารถเติบโตไปกับองค์กรอย่างมั่นคง
จัดอบรมเพื่อให้พนักงาน
พนักงานจะได้รับความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาท ภารกิจ ค่านิยม และวัฒนธรรมองค์กร STGT พร้อมทั้งทักษะการทำงานร่วมกัน (Collaboration) และ Soft Skills ที่จำเป็น ผ่านกิจกรรม Workshop และ Team Building ซึ่งช่วยเสริมสร้างทักษะการสื่อสาร การประสานงาน และการปรับตัว ทำให้พนักงานมีทัศนคติเชิงบวก มีความผูกพันต่อองค์กร และพร้อมเติบโตในสายงานอย่างมั่นคง
บริษัทฯ เกิดบรรยากาศการทำงานที่มีความสามัคคีและความร่วมมือ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดความขัดแย้ง และ สร้างความผูกพันในองค์กร ทำให้บริษัทฯ มีบุคลากรที่พร้อมสนับสนุนการเติบโตและความยั่งยืนในระยะยาว
รุ่นที่ 1 58 คน และ รุ่นที่ 2 63 คน รวมทั้งสิ้น 121 คน


การทำงานเป็นสิ่งที่สำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพงานและคุณภาพองค์กร แต่เมื่อพูดถึงการทำงานเป็นทีม บางคนมองว่า เป็นเรื่องง่าย แต่ในขณะที่บางคนมองว่าเป็นเรื่องยาก เพราะ ด้วยปัจจัยทางด้านของพื้นฐานของตัวบุคคล ความรู้ ความสามารถ ความชำนาญและอุปนิสัยและทัศนคติของแต่ละคน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการทำงานเป็นทีมที่ดี หลักสูตรนี้จะเป็นหลักสูตรที่จะทำให้ผู้เข้าอบรมเข้าใจทั้งแนว วิธีการและเข้าใจมุมมองของการทำงานเป็นทีมที่ดี เพื่อจะได้ส่งผลต่อคุณภาพงานและคุณภาพขององค์กรโดยรวม
จัดอบรมเพื่อให้ผู้บริหารและพนักงาน
บริษัทฯ จะมีหัวหน้างานที่มีภาวะผู้นำและสามารถบริหารทีมงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เกิดการทำงานร่วมกันอย่างราบรื่น เพิ่มคุณภาพงาน และสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่เข้มแข็งและยั่งยืน
พนักงานระดับหัวหน้างานจะได้รับความรู้ ทักษะ และแนวทางใน การบริหารทีมงานอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งด้านการวางแผน การสื่อสาร การสร้างแรงจูงใจ และการทำงานร่วมกัน เพื่อยกระดับคุณภาพงานและความสัมพันธ์ในทีม
48 คน


การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากร (Demographic Shift) ที่เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ เป็นทั้งความท้าทายและโอกาสสำหรับองค์กร บริษัทฯ ตระหนักถึงคุณค่าและประสบการณ์อันยาวนานของพนักงานที่อยู่ในช่วงวัย 50 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนองค์กรมาโดยตลอด เพื่อให้พนักงานกลุ่มนี้สามารถเตรียมความพร้อมสำหรับการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญในชีวิตได้อย่างมีคุณภาพและมั่นคง หลักสูตร วัย 50+ เตรียมชีวิตมั่งคั่ง… รับวันเกษียณ จึงถูกจัดขึ้น ด้วยความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมให้พนักงานมีความรู้และทักษะที่จำเป็นในการวางแผนชีวิตหลังเกษียณอย่างรอบด้าน ทั้งด้านการเงิน สุขภาพกาย สุขภาพจิต และการใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย (Purposeful Living) โครงการนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายความยั่งยืนด้านบุคลากร (Social Sustainability) ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลพนักงานตลอดช่วงชีวิตการทำงานจนกระทั่งเข้าสู่วัยเกษียณอย่างสมบูรณ์
จัดอบรมเพื่อให้พนักงาน
พนักงานสามารถกำหนดเป้าหมายชีวิตและทางเลือกอาชีพหรือกิจกรรมเสริมหลังเกษียณได้อย่างชัดเจน ลดความกังวลและความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการเกษียณอายุ
บริษัทฯ สามารถลดความเสี่ยงจากการที่พนักงานมีทางเลือกและ แผนชีวิตหลังเกษียณที่ชัดเจน ช่วยลดความกังวลและสามารถมุ่งเน้นการทำงานในช่วงท้ายได้อย่างเต็มที่ ซึ่งส่งผลทางอ้อมต่อการเพิ่มประสิทธิภาพและผลผลิต
166 คน

บริษัทฯ มีหน่วยงานดำเนินงานกิจกรรมพัฒนา โดยได้นำกิจกรรม ข้อเสนอแนะ Kaizen และ Quality Control Circle (QCC) มาขับเคลื่อนการปรับปรุงการทำงานของพนักงาน และสร้างเสริมการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ
จากการตรวจสอบการทำงานของ Boiler B พบว่าอัตราการใช้เชื้อเพลิงไม้ (Wood Consumption) อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น อีกทั้งการดำเนินงานในรอบการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance: PM) ซึ่งมีรอบทุก 120 วัน ต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 7 วันในการดำเนินการ
สาเหตุสำคัญประการหนึ่งมาจากการตั้งค่าของแผ่น Damper ซึ่งถูกปรับให้ทิศทางลมพุ่งขึ้นด้านบน ส่งผลให้การไหลเวียนของอากาศภายในระบบไม่เป็นไปตามที่ออกแบบไว้ และส่งผลให้เกิดการสะสมของขี้เถ้าในช่อง Air Box ในปริมาณมาก
นอกจากนี้ ยังพบการสะสมของขี้เถ้าใต้ตะกรับในปริมาณมากเช่นกัน ซึ่งขี้เถ้าดังกล่าวทำหน้าที่เป็นสิ่งกีดขวางการไหลของอากาศ ทำให้อัตราและทิศทางการไหลของลม (Air Flow) ไม่เป็นไปตามค่าที่ต้องการ ส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการเผาไหม้ของระบบเตา และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การใช้เชื้อเพลิงสูงกว่าปกติ รวมถึงเพิ่มภาระงานด้านการซ่อมบำรุงและระยะเวลาในการหยุดเครื่องจักรนานขึ้น
วิธีการแก้ไข (หลังปรับปรุง):
ผลประโยชน์ที่ได้รับ :


สภาพปัญหา หรือหลักปฏิบัติเดิม (ก่อนปรับปรุง):
ขั้นตอนเดิมในการตรวจสอบความถูกต้องของ Material Part (Mat Part) จำเป็นต้องใช้วิธีการคัดลอกข้อมูลจากแบบ Drawing ในโปรแกรม Inventor ซึ่งสามารถดำเนินการได้ครั้งละ 1 หน้าเท่านั้น ในกรณีที่แบบงาน 1 หมายเลขแบบประกอบด้วยจำนวนทั้งหมด 20 หน้า จะต้องดำเนินการคัดลอกข้อมูลจำนวน 20 ครั้ง เพื่อนำข้อมูลไปบันทึกและตรวจสอบในโปรแกรม Excel
โดยใช้ระยะเวลาในการคัดลอกข้อมูลประมาณ 10 วินาทีต่อ 1 หน้า และใช้เวลาในการตรวจสอบความถูกต้องเพิ่มเติมอีกประมาณ 10 วินาทีต่อหน้า ส่งผลให้ใช้เวลารวมประมาณ 20 วินาทีต่อหน้า นอกจากนี้ ก่อนเริ่มใช้งานโปรแกรมตรวจสอบ Mat Part ยังจำเป็นต้องคัดลอกและอัปเดตฐานข้อมูลจากระบบ LO เข้ามาในโปรแกรมทุกครั้ง
จากกระบวนการดังกล่าว จะเห็นได้ว่าหากมีการตรวจสอบแบบงานจำนวนมากหรือหลายหมายเลขแบบ จะใช้ระยะเวลาใน การดำเนินงานค่อนข้างมาก ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานและการใช้ทรัพยากรบุคคลในกระบวนการตรวจสอบ
วิธีการแก้ไข (หลังปรับปรุง):ขั้นตอนใหม่ได้มีการพัฒนาและเขียนโค้ด iLogic ภายในโปรแกรม Inventor เพื่อให้ระบบสามารถดึงข้อมูลทั้งหมดจากแบบ Drawing และส่งออกไปยังไฟล์ Excel สำหรับการตรวจสอบ Material Part (Mat Part) ได้โดยอัตโนมัติ เมื่อผู้ใช้งานกดยืนยันการ Export ข้อมูล ระบบจะดำเนินการรวบรวมข้อมูลจากทุกหน้าแบบในครั้งเดียว โดยไม่จำเป็นต้องคัดลอกข้อมูลทีละหน้าเหมือนกระบวนการเดิม
การปรับปรุงดังกล่าวช่วยลดขั้นตอนการทำงานและลดระยะเวลาในการตรวจสอบได้มากกว่าร้อยละ 80 ส่งผลให้การตรวจสอบ Mat Part สามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นจากการคัดลอกข้อมูลด้วยวิธี Manual (Copy)
นอกจากนี้ ในส่วนของโปรแกรมตรวจสอบ Mat Part ได้มีการประยุกต์ใช้วิธีการ Data Query เพื่อดึงข้อมูลจากฐานข้อมูลมา อัปเดตเข้าสู่โปรแกรมโดยอัตโนมัติ ทำให้ไม่จำเป็นต้องคัดลอกฐานข้อมูลจากระบบ LO ด้วยตนเองก่อนการใช้งาน ส่งผลให้สามารถลดระยะเวลาในการเตรียมข้อมูลและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้มากยิ่งขึ้น
ผลประโยชน์ที่ได้รับ :


สภาพปัญหา หรือหลักปฏิบัติเดิม (ก่อนปรับปรุง):
กากตะกอนจากระบบ Filter Press ของ STGT-HY4 อยู่ในความรับผิดชอบของฝ่ายสิ่งแวดล้อม ซึ่งดำเนินการจัดส่งไปกำจัดโดยผู้รับกำจัด (Supplier) ตามกระบวนการที่ถูกต้องตามข้อกำหนดกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม
วิธีการกำจัดที่ใช้คือการนำกากตะกอนดังกล่าวไปใช้เป็นวัตถุดิบทดแทนในเตาเผาปูนซีเมนต์ (รหัสวิธีการกำจัด 044) ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับหลักการจัดการของเสียอย่างยั่งยืน โดยช่วยลดการใช้วัตถุดิบธรรมชาติและลดปริมาณของเสียที่ต้องฝังกลบ อย่างไรก็ตามในบางกรณีฝ่ายสิ่งแวดล้อมได้ดำเนินการส่งกำจัดด้วยวิธีการฝังกลบ (รหัสวิธีการกำจัด 071) เนื่องจากข้อจำกัดในการรับกำจัดของผู้รับกำจัด ทั้งนี้ บริษัทมีค่าใช้จ่ายในการกำจัดกากตะกอนดังกล่าวให้กับ Supplier ทุกครั้งที่มีการจัดส่ง โดยอัตราค่าบริการคิดคำนวณตามน้ำหนักของกากตะกอนที่นำส่งกำจัดในแต่ละครั้ง
วิธีการแก้ไข (หลังปรับปรุง):
ผลประโยชน์ที่ได้รับ :

