การพัฒนาบุคลากร
การพัฒนาบุคลากร

การพัฒนาทักษะพนักงาน

นโยบายด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

บริษัทฯ ให้ความสำคัญในการพัฒนาบุคลากร ซึ่งถือเป็นทรัพยากรที่มีค่ามากที่สุดขององค์กร โดยพัฒนาควบคู่กันไปทั้งด้านความรู้ ความสามารถ ตลอดจนทักษะที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานทั้งปัจจุบันและในอนาคตให้แก่พนักงานอย่างต่อเนื่อง ความรู้เฉพาะ อาทิเช่น ในด้านการผลิต วิศวกรรม เทคโนโลยีต่างๆ เป็นต้น โดยมีรูปแบบในการพัฒนาที่ทันสมัยและสอดคล้องตามข้อกำหนดของกฎหมาย กฎระเบียบของหน่วยงานต่างๆ โดยการอบรมเน้นในรูปแบบออนไลน์ การใช้สื่อ VDO การเรียนรู้แบบ Self Service เพื่อปรับตัวให้เข้ากับดิจิทัล ปลูกฝังจิตสำนึกและพฤติกรรมที่ดีในอุตสาหกรรมยางสีเขียว โดยใช้ระบบในการบันทึกจัดเก็บประวัติอบรม ลดการใช้กระดาษ

ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ ส่วนงานฝึกอบรมของกลุ่มบริษัทศรีตรัง มีหน้าที่รับผิดชอบในพัฒนาศักยภาพของพนักงานในองค์กร เพื่อความเป็นเลิศและยั่งยืนของธุรกิจ ควบคู่ไปกับการสร้างคนดีและคนเก่งสู่สังคม แนวทางในการพัฒนาบุคลากร ดังนี้ (GRI 404-2)

  1. การอบรมหน้าที่เบื้องต้นของพนักงาน ตามแผนพัฒนาบุคลากร เนื้อหาเกี่ยวภาระหน้าที่ที่รับผิดชอบ เอกสารการทำงานตามมาตรฐานระบบคุณภาพ เป็นการอบรมและทบทวนความรู้ขั้นพื้นฐาน (In-house Training & On the Job Training) ในทุกตำแหน่งงาน เพื่อให้พนักงานทุกคนได้มีความรู้ที่จำเป็นสำหรับภาระหน้าที่งาน และพัฒนาการเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้ทบทวนความรู้แบบ Self-Learning ผ่านระบบสารสนเทศ (ระบบ @Core) โดยมีข้อมูลให้พนักงานศึกษาเรียนรู้และทบทวนได้อย่างสม่ำเสมอ รวมถึงมีข้อสอบในการวัดผลการเรียนรู้
  2. การอบรมตามข้อกำหนดของกฎหมาย เพื่อให้พนักงานมีความปลอดภัยในการทำงาน เน้นทางด้านการปลูกฝังจิตสำนึกทางด้านพฤติกรรมความปลอดภัย และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับงาน เช่น หลักสูตรอับอากาศ หลักสูตร
    การทำงานเกี่ยวกับปั้นจั่น หลักสูตรการขับขี่รถ Forklift (รถยก/โฟร์คลิฟท์/ฟอร์คลิฟท์) อย่างถูกต้องและปลอดภัย เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน ในระดับต่าง ๆ คณะกรรมการความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน (คปอ.)  เป็นต้น
  3. การอบรมผู้สืบทอดตำแหน่งงานสำคัญๆ เพื่อพัฒนาศักยภาพของพนักงานให้พร้อมในการดำรงตำแหน่งงาน
  4. การอบรมความรู้ที่จำเป็นในการพัฒนาทักษะการทำงาน พัฒนาภาวะผู้นำและทักษะการบริหารที่จำเป็นต่อประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ให้สอดคล้องกับนโยบาย และวิสัยทัศน์ของบริษัทฯ เช่น ทักษะความรู้ความชำนาญในการใช้เทคโนโลยีในการทำงานยุคโควิด การเพิ่มทักษะความรู้ด้านวิชาชีพเป็นต้น เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และให้การส่งเสริมพัฒนาศักยภาพของพนักงานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการทำงานในอนาคต  ทั้งนี้ โดยเป็นไปตามแนวทางที่บริษัทฯ เห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อบริษัทฯ เป็นสำคัญด้วย
  5. การอบรมปฐมนิเทศพนักงานใหม่ เรื่องการกำกับดูแลกิจการ (Corporate Governance) โดยจัดอบรมให้พนักงานใหม่ทุกคน ประกอบด้วยหัวข้อที่เกี่ยวข้อง เช่น นโยบายการกำกับดูแลกิจการจรรยาบรรณธุรกิจ นโยบายต่อต้าน
    การทุจริตคอร์รัปชัน นโยบายการรับเรื่องร้องเรียน นโยบายเกี่ยวกับการป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ และแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น
  6. การอบรมหลักสูตร การกำกับดูแลกิจการ (Corporate Governance) เพื่อให้พนักงานทุกคนในองค์กร มีความรู้
    ความเข้าใจการดำเนินกิจการภายใต้การกำกับดูแลกิจการที่ดีขององค์กร และสามารถปฏิบัติได้ถูกต้องสอดคล้องกับนโยบายการกำกับดูแลกิจการ และจรรยาบรรณธุรกิจ รวมถึงสามารถปฏิบัติตนในเรื่องการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชันและการปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง ข้อร้องเรียน การป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ และการใช้ข้อมูลภายใน
    ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม โดยจัดให้มีการอบรมและทบทวนอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ภายในช่วงไตรมาส 4 ของทุกปี
  7. การส่งเสริมการเรียนรู้ภายในองค์กร “STA Share & Learn” บริษัทฯ เชื่อมั่นในองค์ความรู้เฉพาะทางที่มีในกลุ่มบริษัทศรีตรัง โดยสร้างวิทยากรภายในองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อมาถ่ายทอดความรู้ และร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน ผ่านกิจกรรมต่างๆ มากมาย ในการดึงศักยภาพของพนักงานออกมาใช้งาน ซึ่งวิทยากรภายในมีหลากหลายสาขา อาทิ วิทยากรระบบคุณภาพ วิทยากรระบบสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย วิทยากรปั้นจั่น วิทยากรรถยก เป็นต้น
  8. การพัฒนาความรู้ความสามารถพนักงาน ผ่านงานกิจกรรมพัฒนา (Activity Development) เช่น กิจกรรม 5ส, Quality Control Circle (QCC), Kaizen, One Point Lesson (OPL) เพื่อส่งเสริมให้พนักงานได้มีส่วนรับผิดชอบในการพัฒนา ปรับปรุงงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยประหยัดต้นทุนในกระบวนการผลิต ช่วยให้ขั้นตอนการทำงานง่ายขึ้น
    มีความสะดวกมากขึ้น โดยอาศัยความรู้ ทักษะในการทำงาน และนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ปรับปรุงงาน
  9. วัฒนธรรมศรีตรัง (STA Culture) เป็นการปลูกฝังทัศนคติ และการทำงานตามวิถีค่านิยมองค์กรของศรีตรัง
    (STA Core Value) สำหรับคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาร่วมงานกับกลุ่มบริษัทศรีตรัง และเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์อันดีระหว่างเพื่อนๆ พนักงานใหม่ ที่อยู่ต่างสถานที่ ต่างวัฒนธรรม ได้มาทำกิจกรรมร่วมกัน
  10. ส่งเสริมพนักงานในองค์กรศึกษาดูงานในธุรกิจที่หลากหลายของกลุ่มบริษัทศรีตรัง รวมทั้งศึกษาดูงานอื่นๆ
    ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ เพื่อสร้างเสริมประสบการณ์ นำความคิดสร้างสรรค์มาพัฒนาต่อยอดในงานที่ตนเองรับผิดชอบหรือแลกเปลี่ยนความเห็นกับหน่วยงานอื่นๆ
  11. การสร้างเวทีในการแสดงผลงานความสำเร็จในองค์กร "Activity Prize" และ "STA Champion"เพื่อให้พนักงานได้มีส่วนร่วมในการแสดงผลงาน ความสามารถ นำมาซึ่งความภาคภูมิใจ และการนำผลงานมาแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน ซึ่งจะเป็นทางลัดในการนำไปพัฒนาต่อยอด รวมทั้งการขยายผล ที่สำคัญได้ฝึกบุคลากรให้เรียนรู้แนวทางใน
    การเป็นแชมป์ และแนวทางในการรักษาแชมป์ ซึ่งต้องปรับปรุงวิธีการทำงานอยู่ตลอดเวลา

บริษัทฯ มีการสำรวจความต้องการการฝึกอบรม พัฒนาทักษะของพนักงานเป็นประจำทุกปี โดยการสำรวจผ่านผู้บังคับบัญชาสูงสุดของแต่ละส่วนงาน ประกอบกับการสำรวจจากการประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงาน และนำมาจัดทำเป็นแผนการฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรประจำปี บริษัทฯ ดำเนินการฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากร ให้กับพนักงานทุกระดับอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากวิทยากรภายใน และ ภายนอก ผ่านรูปแบบต่าง เช่น การอบรมในห้องเรียน (Inhouse Training), การทำงานในขณะปฏิบัติงาน (On the Job Training), การเรียนรู้ด้วยตัวเอง (Self-Learning), การให้คำปรึกษา (Counseling) และระบบพี่เลี้ยง (Mentoring), การทำกิจกรรม (Activity), การทำโครงการพิเศษ (Project Assignment), การอบรมนอกสถานที่ที่จัดโดยหน่วยงานภายนอก รวมถึงการศึกษาดูงานบริษัทชั้นนำ, บริษัทคู่ค้า และ บริษัทภายในกลุ่มบริษัทศรีตรัง (Site Visit) เป็นต้น เพื่อเตรียมความพร้อม และรองรับการแข่งขันสูงขึ้น รวมถึงการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

ผลการดำเนินงาน

จำแนกตามเพศ

(หน่วย: ชั่วโมง)

จำแนกตามอายุ

(หน่วย: ชั่วโมง)

จำแนกตามระดับพนักงาน

(หน่วย: ชั่วโมง)

จำแนกตามทักษะ

(หน่วย: ชั่วโมง)

หมายเหตุ:
เนื่องจากตั้งแต่ปี 2567 มีการปรับรูปแบบการนับชั่วโมงการฝึกอบรม ทั้งนี้ฝ่ายทรัพยากรบุคคลได้มีการสื่อสารให้ทุกโรงงานสาขาทราบ เพื่อดำเนินการบันทึกข้อมูลการฝึกอบรมให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้จัดทำโครงการพัฒนาศักยภาพของพนักงานอย่างต่อเนื่องที่สอดคล้องกับผลการประเมินของพนักงาน โดยดำเนินโครงการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลที่หลากหลายเพื่อครอบคลุมการพัฒนาความรู้ ความสามารถ และศักยภาพของพนักงาน ผ่านโครงการอบรมเชิงวิชาการและโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ

โครงการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะพนักงานสำคัญ

หลักสูตร DIGITAL TRANSFORMATION (DX): The Path to Organizational Excellence

ที่มาและความสำคัญ

ในยุคปัจจุบัน โลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคดิจิทัลอย่างรวดเร็วและครอบคลุม เทคโนโลยีดิจิทัลได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการทำงาน การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลให้บริษัทฯ ต้องปรับตัวและพัฒนาศักยภาพให้สอดคล้องกับบริบทของยุคดิจิทัล โดยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับการดำเนินงานขององค์กรอย่างเป็นระบบ ด้วยเหตุนี้ บริษัทฯ จึงได้จัดทำ DIGITAL TRANSFORMATION (DX): The Path to Organizational Excellence ขึ้น เพื่อเป็นเครื่องมือหลักในการเพิ่มประสิทธิภาพ สร้างนวัตกรรม และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน

เป้าหมายและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการ

จัดอบรมเพื่อให้ผู้บริหารและพนักงาน

  • มี Digital Mindset
  • เรียนรู้ เข้าใจ และเสริมสร้างทักษะด้าน Digital Literacy and Digital Skills
  • เข้าใจ Digital Transformation Framework
  • สามารถกำหนด Digital Transformation Strategy แผนปฏิบัติการและแผนงบประมาณที่เหมาะสม และคุ้มค่าการลงทุน
  • บูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลจัดการข้อมูล ได้ถูกต้องครบถ้วนเป็นปัจจุบันรวมถึงมีความมั่นคงปลอดภัย

ผลประโยชน์ที่พนักงานได้รับ

พนักงานได้รับความรู้ ทักษะ และแนวทางในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลไปปรับใช้ในงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและเตรียมพร้อมรับ การเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล

ผลประโยชน์ที่บริษัทฯ ได้รับ

บริษัทฯ สามารถกำหนดกลยุทธ์และดำเนินการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและรองรับการพัฒนาอย่างยั่งยืน

จำนวนผู้เข้าร่วมโครงการ

13 คน (ระดับผู้บริหาร อาทิ ผู้อำนวยการสายบัญชีและการเงิน (Chief Financial Officer: CFO) และผู้จัดการโรงงาน

หลักสูตร STGT Young Blood พัฒนาศักยภาพพนักงานรุ่นใหม่ (รุ่นที่ 1 และ 2)

ที่มาและความสำคัญ

บริษัทฯ มุ่งหมายพัฒนาศักยภาพของพนักงานรุ่นใหม่ที่เพิ่งผ่าน ช่วงทดลองงานและมีอายุงานไม่เกิน 1 ปี ให้มีความเข้าใจในบทบาท ภารกิจ ค่านิยม (Core Values) และวัฒนธรรมองค์กรของ STGT อย่างชัดเจน เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับเป้าหมายของบริษัท ในยุคที่การทำงานต้องอาศัยความร่วมมือและการปรับตัวอย่างรวดเร็ว การสร้างทักษะ Collaboration และ Soft Skills เช่น การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม และการคิดเชิงบวก เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับพนักงานรุ่นใหม่ หลักสูตรนี้จึงออกแบบให้มีทั้งการเรียนรู้เชิงทฤษฎีและกิจกรรมเชิงปฏิบัติ (Workshop, Group Discussion, Role Play และ Team Building) เพื่อเสริมสร้างความผูกพันต่อองค์กรและสร้างบรรยากาศการทำงานที่มีความสามัคคี พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมให้พนักงานสามารถเติบโตไปกับองค์กรอย่างมั่นคง

เป้าหมายและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการ

จัดอบรมเพื่อให้พนักงาน

  • มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาท ภารกิจของ STGT ค่านิยม (Core Values) และวัฒนธรรมองค์กร เพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางในการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพ
  • รู้จักและเข้าใจโครงสร้างองค์กรและผู้บริหาร ตลอดจนระบบการทำงานที่เชื่อมโยงกัน
  • สร้างทักษะการทำงานร่วมกัน (Collaboration) และทักษะ Soft Skills ที่จำเป็นสำหรับพนักงานรุ่นใหม่
  • มีความรู้ ทักษะ เทคนิคในกระบวนการสร้างความผูกพันต่อองค์กรและนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างสร้างสรรค์

ผลประโยชน์ที่พนักงานได้รับ

พนักงานจะได้รับความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาท ภารกิจ ค่านิยม และวัฒนธรรมองค์กร STGT พร้อมทั้งทักษะการทำงานร่วมกัน (Collaboration) และ Soft Skills ที่จำเป็น ผ่านกิจกรรม Workshop และ Team Building ซึ่งช่วยเสริมสร้างทักษะการสื่อสาร การประสานงาน และการปรับตัว ทำให้พนักงานมีทัศนคติเชิงบวก มีความผูกพันต่อองค์กร และพร้อมเติบโตในสายงานอย่างมั่นคง

ผลประโยชน์ที่บริษัทฯ ได้รับ

บริษัทฯ เกิดบรรยากาศการทำงานที่มีความสามัคคีและความร่วมมือ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดความขัดแย้ง และ สร้างความผูกพันในองค์กร ทำให้บริษัทฯ มีบุคลากรที่พร้อมสนับสนุนการเติบโตและความยั่งยืนในระยะยาว

จำนวนผู้เข้าร่วมโครงการ

รุ่นที่ 1 58 คน และ รุ่นที่ 2 63 คน รวมทั้งสิ้น 121 คน

หลักสูตร หัวหน้ากับภาวะผู้นำเพื่อการบริหารทีมงานที่มีประสิทธิภาพ รุ่นที่ 2

ที่มาและความสำคัญ

การทำงานเป็นสิ่งที่สำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพงานและคุณภาพองค์กร แต่เมื่อพูดถึงการทำงานเป็นทีม บางคนมองว่า เป็นเรื่องง่าย แต่ในขณะที่บางคนมองว่าเป็นเรื่องยาก เพราะ ด้วยปัจจัยทางด้านของพื้นฐานของตัวบุคคล ความรู้ ความสามารถ ความชำนาญและอุปนิสัยและทัศนคติของแต่ละคน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการทำงานเป็นทีมที่ดี หลักสูตรนี้จะเป็นหลักสูตรที่จะทำให้ผู้เข้าอบรมเข้าใจทั้งแนว วิธีการและเข้าใจมุมมองของการทำงานเป็นทีมที่ดี เพื่อจะได้ส่งผลต่อคุณภาพงานและคุณภาพขององค์กรโดยรวม

เป้าหมายและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการ

จัดอบรมเพื่อให้ผู้บริหารและพนักงาน

  • สร้างแรงบันดาลใจและเสริมความรู้ เครื่องมือ และทักษะความเป็นผู้นำให้กับผู้จัดการระดับสูงของบริษัทฯ
  • นำการเปลี่ยนแปลงที่ขับเคลื่อนโดย AI มาใช้ในการทำงาน
  • ผสมผสานการเรียนรู้แบบโต้ตอบกับการใช้งานจริงที่ปรับให้เหมาะกับอุตสาหกรรมยาง

ผลประโยชน์ที่พนักงานได้รับ

บริษัทฯ จะมีหัวหน้างานที่มีภาวะผู้นำและสามารถบริหารทีมงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เกิดการทำงานร่วมกันอย่างราบรื่น เพิ่มคุณภาพงาน และสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่เข้มแข็งและยั่งยืน

ผลประโยชน์ที่บริษัทฯ ได้รับ

พนักงานระดับหัวหน้างานจะได้รับความรู้ ทักษะ และแนวทางใน การบริหารทีมงานอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งด้านการวางแผน การสื่อสาร การสร้างแรงจูงใจ และการทำงานร่วมกัน เพื่อยกระดับคุณภาพงานและความสัมพันธ์ในทีม

จำนวนผู้เข้าร่วมโครงการ

48 คน

หลักสูตร วัย 50+ เตรียมชีวิตมั่งคั่ง… รับวันเกษียณ

ที่มาและความสำคัญ

การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากร (Demographic Shift) ที่เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ เป็นทั้งความท้าทายและโอกาสสำหรับองค์กร บริษัทฯ ตระหนักถึงคุณค่าและประสบการณ์อันยาวนานของพนักงานที่อยู่ในช่วงวัย 50 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนองค์กรมาโดยตลอด เพื่อให้พนักงานกลุ่มนี้สามารถเตรียมความพร้อมสำหรับการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญในชีวิตได้อย่างมีคุณภาพและมั่นคง หลักสูตร วัย 50+ เตรียมชีวิตมั่งคั่ง… รับวันเกษียณ จึงถูกจัดขึ้น ด้วยความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมให้พนักงานมีความรู้และทักษะที่จำเป็นในการวางแผนชีวิตหลังเกษียณอย่างรอบด้าน ทั้งด้านการเงิน สุขภาพกาย สุขภาพจิต และการใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย (Purposeful Living) โครงการนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายความยั่งยืนด้านบุคลากร (Social Sustainability) ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลพนักงานตลอดช่วงชีวิตการทำงานจนกระทั่งเข้าสู่วัยเกษียณอย่างสมบูรณ์

เป้าหมายและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการ

จัดอบรมเพื่อให้พนักงาน

  • สร้างความตระหนักและเสริมสร้างทักษะในการวางแผนทางการเงินหลังเกษียณให้กับพนักงานกลุ่มเป้าหมาย
  • ส่งเสริมสุขภาพที่ดีและส่งเสริมการปรับตัวทางจิตใจในการเข้าสู่วัยเกษียณ
  • สนับสนุนความรับผิดชอบต่อสังคมและบุคลากร (Social Responsibility)

ผลประโยชน์ที่พนักงานได้รับ

พนักงานสามารถกำหนดเป้าหมายชีวิตและทางเลือกอาชีพหรือกิจกรรมเสริมหลังเกษียณได้อย่างชัดเจน ลดความกังวลและความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการเกษียณอายุ

ผลประโยชน์ที่บริษัทฯ ได้รับ

บริษัทฯ สามารถลดความเสี่ยงจากการที่พนักงานมีทางเลือกและ แผนชีวิตหลังเกษียณที่ชัดเจน ช่วยลดความกังวลและสามารถมุ่งเน้นการทำงานในช่วงท้ายได้อย่างเต็มที่ ซึ่งส่งผลทางอ้อมต่อการเพิ่มประสิทธิภาพและผลผลิต

จำนวนผู้เข้าร่วมโครงการ

166 คน

การพัฒนาพนักงานและส่งเสริมการคิดค้นนวัตกรรม

บริษัทฯ มีหน่วยงานดำเนินงานกิจกรรมพัฒนา โดยได้นำกิจกรรม ข้อเสนอแนะ Kaizen และ Quality Control Circle (QCC) มาขับเคลื่อนการปรับปรุงการทำงานของพนักงาน และสร้างเสริมการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ

จำนวนเรื่อง

ลดต้นทุนได้

(ล้านบาท)

เรื่อง ลดขี้เถ้าสะสม ปิดช่องลม Air Box ใต้ตะกรับ (STGT-SR)

จากการตรวจสอบการทำงานของ Boiler B พบว่าอัตราการใช้เชื้อเพลิงไม้ (Wood Consumption) อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น อีกทั้งการดำเนินงานในรอบการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance: PM) ซึ่งมีรอบทุก 120 วัน ต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 7 วันในการดำเนินการ

สาเหตุสำคัญประการหนึ่งมาจากการตั้งค่าของแผ่น Damper ซึ่งถูกปรับให้ทิศทางลมพุ่งขึ้นด้านบน ส่งผลให้การไหลเวียนของอากาศภายในระบบไม่เป็นไปตามที่ออกแบบไว้ และส่งผลให้เกิดการสะสมของขี้เถ้าในช่อง Air Box ในปริมาณมาก

นอกจากนี้ ยังพบการสะสมของขี้เถ้าใต้ตะกรับในปริมาณมากเช่นกัน ซึ่งขี้เถ้าดังกล่าวทำหน้าที่เป็นสิ่งกีดขวางการไหลของอากาศ ทำให้อัตราและทิศทางการไหลของลม (Air Flow) ไม่เป็นไปตามค่าที่ต้องการ ส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการเผาไหม้ของระบบเตา และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การใช้เชื้อเพลิงสูงกว่าปกติ รวมถึงเพิ่มภาระงานด้านการซ่อมบำรุงและระยะเวลาในการหยุดเครื่องจักรนานขึ้น

วิธีการแก้ไข (หลังปรับปรุง):

  1. กลับทางแผ่น Damper ลมลงด้านล่าง ลดการตกสะสมของขี้เถ้าในช่อง Air Box ทำให้อัตราการไหลของลมดีขึ้น
  2. เปลี่ยนทิศทางลมขึ้นไปหาตะกรับ
  3. การเผาไหม้ดีขึ้น เนื่องจากพื้นที่ใต้ตะกรับมีมากขึ้น
  4. เพิ่มอุณหภูมิในห้องเผาไหม้ได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้การ Up Steam เร็วขึ้น และทันตามความต้องการของไลน์ผลิต
  5. การปรับจูนเตาง่ายขึ้น เนื่องจากไม่มีขี้เถ้าไปขวางทางลม
  6. ลดงานซ่อมและเปลี่ยนอุปกรณ์ที่เสียหายจากความร้อนใต้ตะกรับ

ผลประโยชน์ที่ได้รับ :

  1. Save avoidance cost = 2,992,222.57 บาท/ปี/บอยเลอร์
  2. Quality การเพิ่มประสิทธิภาพบอยเลอร์ จะช่วยทำให้การเผาไหม้สมบูรณ์ลดการเกิด ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ออกสู่ชุมชน
  3. Delivery ถุงมือสามารถส่งได้ตรงเวลากำหนด
  4. Safety ลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นกับพนักงานในขณะปฏิบัติงาน
  5. Morale ลดการเข้าไปทำงานในพื้นที่ร้อนและอับอากาศ
  6. Environment ใช้ทรัพยากรพลังงานอย่างประหยัด

เรื่อง เขียน iLogic ช่วยลดเวลา ลดขั้นตอนการตรวจสอบ Mat Part (PSE)

สภาพปัญหา หรือหลักปฏิบัติเดิม (ก่อนปรับปรุง):

ขั้นตอนเดิมในการตรวจสอบความถูกต้องของ Material Part (Mat Part) จำเป็นต้องใช้วิธีการคัดลอกข้อมูลจากแบบ Drawing ในโปรแกรม Inventor ซึ่งสามารถดำเนินการได้ครั้งละ 1 หน้าเท่านั้น ในกรณีที่แบบงาน 1 หมายเลขแบบประกอบด้วยจำนวนทั้งหมด 20 หน้า จะต้องดำเนินการคัดลอกข้อมูลจำนวน 20 ครั้ง เพื่อนำข้อมูลไปบันทึกและตรวจสอบในโปรแกรม Excel

โดยใช้ระยะเวลาในการคัดลอกข้อมูลประมาณ 10 วินาทีต่อ 1 หน้า และใช้เวลาในการตรวจสอบความถูกต้องเพิ่มเติมอีกประมาณ 10 วินาทีต่อหน้า ส่งผลให้ใช้เวลารวมประมาณ 20 วินาทีต่อหน้า นอกจากนี้ ก่อนเริ่มใช้งานโปรแกรมตรวจสอบ Mat Part ยังจำเป็นต้องคัดลอกและอัปเดตฐานข้อมูลจากระบบ LO เข้ามาในโปรแกรมทุกครั้ง

จากกระบวนการดังกล่าว จะเห็นได้ว่าหากมีการตรวจสอบแบบงานจำนวนมากหรือหลายหมายเลขแบบ จะใช้ระยะเวลาใน การดำเนินงานค่อนข้างมาก ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานและการใช้ทรัพยากรบุคคลในกระบวนการตรวจสอบ

วิธีการแก้ไข (หลังปรับปรุง):

ขั้นตอนใหม่ได้มีการพัฒนาและเขียนโค้ด iLogic ภายในโปรแกรม Inventor เพื่อให้ระบบสามารถดึงข้อมูลทั้งหมดจากแบบ Drawing และส่งออกไปยังไฟล์ Excel สำหรับการตรวจสอบ Material Part (Mat Part) ได้โดยอัตโนมัติ เมื่อผู้ใช้งานกดยืนยันการ Export ข้อมูล ระบบจะดำเนินการรวบรวมข้อมูลจากทุกหน้าแบบในครั้งเดียว โดยไม่จำเป็นต้องคัดลอกข้อมูลทีละหน้าเหมือนกระบวนการเดิม

การปรับปรุงดังกล่าวช่วยลดขั้นตอนการทำงานและลดระยะเวลาในการตรวจสอบได้มากกว่าร้อยละ 80 ส่งผลให้การตรวจสอบ Mat Part สามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นจากการคัดลอกข้อมูลด้วยวิธี Manual (Copy)

นอกจากนี้ ในส่วนของโปรแกรมตรวจสอบ Mat Part ได้มีการประยุกต์ใช้วิธีการ Data Query เพื่อดึงข้อมูลจากฐานข้อมูลมา อัปเดตเข้าสู่โปรแกรมโดยอัตโนมัติ ทำให้ไม่จำเป็นต้องคัดลอกฐานข้อมูลจากระบบ LO ด้วยตนเองก่อนการใช้งาน ส่งผลให้สามารถลดระยะเวลาในการเตรียมข้อมูลและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้มากยิ่งขึ้น

ผลประโยชน์ที่ได้รับ :

  1. Save avoidance cost = 262,847.2 บาท/ปี
  2. Quality ช่วยลดความผิดพลาดของ Mat Part ได้เนื่องจากมีโปรแกรมช่วยตรวจสอบความถูกต้อง
  3. Delivery ลดเวลาในการตรวจสอบ Mat part เพื่อนำแบบขึ้นทะเบียนจากเวลาเฉลี่ยเดิม 2.33 นาที/หน้า เหลือแค่ 0.056 นาที/หน้า ลดเวลาได้ร้อยละ 97 %
  4. Safety ลดความเมื่อยล้าของการใช้สายตาในการตรวจสอบ Mat Part จากเวลาเฉลี่ยเดิม 2.33 นาที/หน้า เหลือแค่ 0.056 นาที/หน้า ลดลงได้ร้อยละ 97 %
  5. Environment ลดการใช้พลังงานไฟฟ้าและกระดาษและหมึกจากการ Print แบบมาตรวจ Mat Part ได้

เรื่อง ไม่จ่ายเงินจะดีกว่า (STGT-HY)

สภาพปัญหา หรือหลักปฏิบัติเดิม (ก่อนปรับปรุง):

กากตะกอนจากระบบ Filter Press ของ STGT-HY4 อยู่ในความรับผิดชอบของฝ่ายสิ่งแวดล้อม ซึ่งดำเนินการจัดส่งไปกำจัดโดยผู้รับกำจัด (Supplier) ตามกระบวนการที่ถูกต้องตามข้อกำหนดกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม

วิธีการกำจัดที่ใช้คือการนำกากตะกอนดังกล่าวไปใช้เป็นวัตถุดิบทดแทนในเตาเผาปูนซีเมนต์ (รหัสวิธีการกำจัด 044) ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับหลักการจัดการของเสียอย่างยั่งยืน โดยช่วยลดการใช้วัตถุดิบธรรมชาติและลดปริมาณของเสียที่ต้องฝังกลบ อย่างไรก็ตามในบางกรณีฝ่ายสิ่งแวดล้อมได้ดำเนินการส่งกำจัดด้วยวิธีการฝังกลบ (รหัสวิธีการกำจัด 071) เนื่องจากข้อจำกัดในการรับกำจัดของผู้รับกำจัด ทั้งนี้ บริษัทมีค่าใช้จ่ายในการกำจัดกากตะกอนดังกล่าวให้กับ Supplier ทุกครั้งที่มีการจัดส่ง โดยอัตราค่าบริการคิดคำนวณตามน้ำหนักของกากตะกอนที่นำส่งกำจัดในแต่ละครั้ง

วิธีการแก้ไข (หลังปรับปรุง):

  1. ดำเนินการติดต่อลูกค้าสำหรับการประมูลกลุ่มถุงมือเสีย รวมทั้งสิ้นจำนวน5ราย (Supplier)
  2. จัดส่งตัวอย่างกากตะกอนจากระบบFilter Press STGT-HY 3และSTGT-HY 4ให้ลูกค้าพิจารณาคุณภาพและ
    ความเหมาะสมในการนำไปใช้
  3. เมื่อวันที่3เมษายน2568ได้เข้าเยี่ยมชมกระบวนการผลิตของบริษัท หย่งเฉียงรับเบอร์ จำกัดเพื่อศึกษา
    ความเป็นไปได้ในการนำกากตะกอนไปใช้ประโยชน์
  4. Supplierเสนอราคารับซื้อกากตะกอนจากระบบFilter Press STGT4ในอัตรา3บาทต่อกิโลกรัม(รวมค่าขนส่ง)
  5. ดำเนินการจัดทำเรื่องขออนุมัติจำหน่ายกากตะกอนจากระบบFilter Press STGT-HY 4
  6. บริษัทฯได้ขออนุญาตนำออกกากตะกอนยางผ่านระบบอิเล็คทรอนิกส์กับกรมโรงงานอุตสาหกรรม และได้รับอนุญาตให้นำออกวัสดุไม่ใช้แล้วตามระเบียบของบริษัทที่กฎหมายกำหนด
  7. ฝ่ายสิ่งแวดล้อมแจ้งให้ทางฝ่ายวิศวกรรมทั่วไปทำการปรับปรุงHopperสำหรับลงกากตะกอนFilter Press
    STGT-HY 4
    ใส่ถุงBig Bag
  8. ดำเนินการบรรจุกากตะกอนลงในถุงBig Bagและรวบรวมจัดเก็บไว้ภายในอาคารจัดเก็บวัสดุไม่ใช้แล้วของ
    ฝ่ายสิ่งแวดล้อม
  9. ดำเนินการจำหน่ายกากตะกอนจากระบบFilter Press STGT-HY 4ให้กับSupplierตามที่ได้รับอนุมัติ

ผลประโยชน์ที่ได้รับ :

  1. Save avoidance cost = 618,885 - 1,120,140 บาท/ปี (คาดการณ์ มกราคม-ธันวาคม 2568) = 310,714 บาท (ลดได้จริง ตั้งแต่กรกฎาคม-พฤศจิกายน 2568)
  2. Quality วัตถุดิบรองผ่านการคัดแยกอย่างเหมาะสม ช่วยควบคุมคุณภาพการผลิตยางรีเคลม กระบวนการจัดการของเสียเป็นระบบ ลดความแปรปรวนของวัตถุดิบ การคัดแยกกากตะกอนจาก Filter Press เพื่อนำไปใช้เป็นวัตถุดิบรองในการผลิตยางรีเคลม ช่วยลดของเสีย ลดการใช้ทรัพยากรใหม่ และสนับสนุนหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน
  3. Environment
    • แปลงของเสียให้เป็นวัตถุดิบสีเขียว (วัสดุรีไซเคิลจากของเสียที่จัดการถูกวิธี)
    • ใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่า โดยนำกากตะกอนกลับมาใช้เป็นวัตถุดิบรอง
    • ลดปริมาณของเสียที่ต้องฝังกลบ และเผาเป็นวัตถุดิบทดแทนในเตาเผาปูนซีเมนต์ = 65.46 ตัน
    • ลดคาร์บอนฟุตพรินต์ จากการลดการฝังกลบ = 51.93 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า/ปี
    • ลดต้นทุนการกำจัด = 310,714 บาท