

เรียน ท่านผู้มีส่วนได้เสียทุกท่าน
ตลอดปี 2568 บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจท่ามกลางความท้าทายจากความผันผวนของอุตสาหกรรมถุงมือยางอันเกิดจากปัจจัยภายนอกหลาย ประการ ทั้งมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐฯ (US Reciprocal Tariff) การเพิ่มกำลังการผลิตของผู้ประกอบการรายต่าง ๆ ที่ส่งผล ให้การแข่งขันด้านราคายังคงเข้มข้น รวมถึงความผันผวนของราคาวัตถุดิบ ค่าเงินบาทที่แข็งค่า และเหตุการณ์อุทกภัยในพื้นที่โดยรอบโรงงาน บางแห่งของบริษัทฯ ในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงรักษาความสามารถในการแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยโครงสร้างการผลิตที่ยืดหยุ่น ครอบคลุมทั้งถุงมือยางธรรมชาติ (NR) และถุงมือยางไนไตรล์ (NBR) รวมทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความ หลากหลายด้วยงานวิจัย เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า อีกทั้งได้กระจายตลาดไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก เพื่อช่วยสร้างสมดุล เชิงกลยุทธ์ ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง และเสริมเสถียรภาพการดำเนินงานในระยะยาว โดยปี 2568 บริษัทฯ มีรายได้รวม อยู่ที่ 23,890.3 ล้านบาท มีปริมาณขาย 37,102 ล้านชิ้น และมีกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ไม่รวม รายการพิเศษ อยู่ที่ 3,426.5 ล้านบาท
แม้ว่าในช่วงปลายปี เหตุการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้จะเป็นอีกเหตุการณ์สำคัญที่กระทบต่อทั้งชุมชน พนักงาน และการดำเนินงานของบริ ษัทฯ ซึ่งทำให้โรงงานของบริษัทฯ บางแห่งต้องหยุดดำเนินการชั่วคราวและเกิดความเสียหาย บริษัทฯ ได้เร่งดำเนินการฟื้นฟูอย่างเป็นระบบ ทั้ง การซ่อมแซมเครื่องจักร การฟื้นฟูพื้นที่ปฏิบัติงาน การบริหารจัดการความต่อเนื่องทางธุรกิจ ตลอดจนการดูแลสวัสดิภาพพนักงาน และให้ความ ช่วยเหลือแก่ชุมชนโดยรอบอย่างเหมาะสม โรงงานส่วนใหญ่สามารถกลับมาดำเนินงานได้ภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว ทั้งนี้ จากความทุ่มเทและ ศักยภาพของบุคลากร รวมทั้งกลยุทธ์ในการดำเนินงานของบริษัทฯ ผสานความเชื่อมั่นและการสนับสนุนจากผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย ทำให้ บริษัทฯ สามารถฟื้นฟูจากเหตุการณ์ครั้งนี้ได้อย่างมั่นคง และเดินหน้าขับเคลื่อนการเติบโตที่แข็งแกร่งและยั่งยืนในระยะยาว
บริษัทฯ ได้สร้างความแข็งแกร่งในการดำเนินงานเพื่อไปสู่ความยั่งยืนด้วยพันธกิจ “การตรวจสอบย้อนกลับ (TRACEABILITY)” ในปี 2568 เพื่อ มุ่งสร้างห่วงโซ่อุปทานที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ ผ่านการใช้วัตถุดิบน้ำยางธรรมชาติที่สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาได้อย่างครบถ้วน และผ่าน การประเมินความเสี่ยงตามมาตรฐาน EU Deforestation Regulation (EUDR) จากแหล่งปลูก เพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ใช้ วัตถุดิบที่ปราศจากการตัดไม้ทำลายป่า สอดคล้องตามกฎระเบียบ EUDR และกฎระเบียบอื่นที่อาจมีเพิ่มขึ้นในอนาคต ตลอดจนส่งเสริมและ สนับสนุนความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้เสียในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อยกระดับมาตรฐานความยั่งยืนร่วมกัน และเพื่อรองรับความต้องการของตลาดโลก โดยบริษัทฯ ได้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ถุงมือที่สอดคล้องกับข้อกำหนด EUDR ไปยังกว่า 19 ประเทศ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามความต้องการของ ตลาดยุโรป นอกจากนี้ กลุ่มศรีตรังยังได้ยกระดับมาตรฐาน FSC ด้วยการเพิ่มขอบเขตข้อกำหนด EUDR ทำให้สามารถรับรองผลิตภัณฑ์ FSC ตามมาตรฐาน FSC-STD-01-004 FSC Regulatory Module (FSC100%/ Reg) ได้ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2568 ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าเชื่อ ถือ เสริมความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ และตอบสนองความคาดหวังของลูกค้าและผู้บริโภคทั่วโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น ตลอด จนองค์ความรู้ในเรื่องระบบตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Traceability) ดังกล่าว ยังทำให้บริษัทฯ สามารถปรับใช้ กับมาตรฐานและข้อกำหนดอื่น ๆ ที่อาจมีเพิ่มขึ้นในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนั้น ตามที่บริษัทฯ ได้กำหนดเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามหลักวิทยาศาสตร์ (Science Based Targets initiative: SBTi) ผ่านกลยุทธ์และแผนการดำเนินงานที่ชัดเจน ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การเปลี่ยนผ่านสู่ เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ และการกักเก็บก๊าซเรือนกระจกผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ในปี 2568 บริษัทฯ สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วย ผลิตภัณฑ์ (Scope 1 และ 2) ได้ร้อยละ 12.72 เทียบกับปีฐาน 2567 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร (Scope 1 และ 2) ได้ร้อย ละ 17.24 เทียบกับปีฐาน 2567 ซึ่งบรรลุตามแผนงานที่วางไว้ อีกทั้ง โรงงานสาขาทุกแห่งของบริษัทฯ ยังได้รับการทวนสอบการปล่อยก๊าซ เรือนกระจกตามข้อกำหนดสำหรับการคำนวณ และการรายงานคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรตามมาตรฐาน GHG Protocol รวมถึงได้ขึ้น ทะเบียนคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Product: CFP) จำนวน 24 กลุ่มผลิตภัณฑ์ กับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือน กระจก (องค์การมหาชน) ด้วย
โดยบริษัทฯ ยังได้ส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ผ่านการติดตั้งระบบ Solar Rooftop และ Floating Solar ครบทุกโรงงานทั้ง 6 สาขา ซึ่ง รวมกำลังการผลิตติดตั้งทั้งสิ้น 14.72 เมกะวัตต์ จากปี 2567 อยู่ที่ 2.97 เมกะวัตต์ โดยมีปริมาณการผลิตไฟฟ้าเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 20,632 เมกะ วัตต์-ชั่วโมง ซึ่งนำไปใช้ในกระบวนการผลิตและการดำเนินงานของสำนักงาน ส่งผลให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 2 จากการซื้อไฟฟ้า ได้รวม 9,800 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี และประหยัดค่าไฟฟ้าได้ประมาณ 81 ล้านบาท สำหรับผลการดำเนินงานสำคัญด้านเป้า หมายการบริหารจัดการพลังงาน ในปี 2568 บริษัทฯ สามารถลดการใช้พลังงานไฟฟ้าต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ลงได้อยู่ที่ร้อยละ 18.50 จากปีฐาน 2562 ซึ่งทำได้ดีกว่าปี 2567 ถึงร้อยละ 4.06 ส่วนการบริหารจัดการของเสียผ่านการดำเนินกิจกรรมในโครงการต่าง ๆ สามารถจัดการของเสีย ไม่อันตรายจากกระบวนการผลิตต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ที่กำจัดด้วยวิธีฝังกลบ ลดลงได้ร้อยละ 6.05 เทียบกับปีฐาน 2567 ทั้งนี้ จากผลการดำเนิน งานในเรื่องการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมทำให้โรงงานสาขาสะเดา พี.เอส. ได้รับรางวัลอุตสาหกรรมสีเขียว ระดับที่ 4 (Green Culture) ประจำปี 2568 จากกระทรวงอุตสาหกรรม และโรงงานสาขาทั้งหมดของบริษัทฯ ยังได้รับการรับรองระบบมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 อย่างต่อเนื่อง คิดเป็นร้อยละ 100 ตามเป้าหมายด้านความยั่งยืนอีกด้วย
ในด้านเงินลงทุนเพื่อพัฒนาความยั่งยืน ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 บริษัทฯ มีการใช้เงินที่ได้จากการออกและเสนอขายหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่ง แวดล้อม (Green Bond) ตั้งแต่เริ่มโครงการครบถ้วน ในมูลค่ารวมทั้งสิ้น 1,500 ล้านบาทแล้ว ซึ่งทำให้บริษัทฯ สามารถขับเคลื่อนการดำเนิน งานได้ตามเป้าหมายและกลยุทธ์ที่กำหนดไว้ นอกจากนั้น ในปี 2568 บริษัทฯ ยังได้รับสินเชื่อส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability-Linked Loan: SLL) มูลค่า 2,000 ล้านบาท โดยอัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อจะถูกปรับขึ้นหรือลดลงตามผลการดำเนินงานต่อเป้าหมายด้านความยั่งยืนใน แต่ละปี ซึ่งได้เชื่อมโยงกับตัวชี้วัดและเป้าหมายด้านความยั่งยืนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Scope 1 และ 2) ต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ลง ร้อยละ 20 ภายในปี 2573 เทียบกับปีฐาน 2567 และการลดปริมาณของเสียไม่อันตรายจากกระบวนการผลิตที่กำจัดด้วยวิธีฝังกลบต่อหน่วย ผลิตภัณฑ์ลงร้อยละ 50 ภายในปี 2573 เทียบกับปีฐาน 2567 การได้รับสินเชื่อส่งเสริมความยั่งยืนในครั้งนี้จึงนับเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึง ความสามารถของบริษัทฯ ในการขับเคลื่อนเป้าหมายทางธุรกิจด้วยกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนที่เชื่อมโยงกับกลยุทธ์ทางการเงิน พร้อมยกระดับ มาตรฐานองค์กรสู่ระดับสากล และรักษาความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมถุงมือยางระดับโลกที่เติบโตไปพร้อมกับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม อันสอดคล้องกับแนวคิด “Clean World Clean Gloves” หรือ “ถุงมือสะอาด โลกสะอาด”
บริษัทฯ มุ่งรับผิดชอบต่อสังคมในห่วงโซ่คุณค่าธุรกิจ ด้วยการให้ความคุ้มครองสิทธิแรงงาน การไม่ใช้แรงงานเด็กและแรงงานทาส รวมทั้งเคารพ สิทธิมนุษยชน และการดำเนินงานด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทำให้บริษัทฯ ผ่านการรับรองมาตรฐานสำคัญต่าง ๆ ในระดับสากลสำหรับทุกโรงงาน สาขาของบริษัทฯ ทั้งนี้ การดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ได้รับการประเมินความเสี่ยงและผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน คิดเป็นร้อยละ 100 ตาม เป้าหมายด้านความยั่งยืนที่กำหนดไว้ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญในด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน ซึ่งได้ดำเนิน การตามระบบมาตรฐาน ISO 45001:2018 จากผลการดำเนินงานทำให้จำนวนการเกิดอุบัติเหตุถึงขั้นเสียชีวิตจากการทำงานเป็นศูนย์ และ จำนวนการเจ็บป่วยด้วยโรคจากการทำงานของผู้ปฏิบัติงานทั้งหมดเป็นศูนย์เช่นกัน ซึ่งผลดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมายที่บริษัทฯ กำหนด โดย บริษัทฯ ยังได้สนับสนุนการเพิ่มทักษะและศักยภาพที่จำเป็นแก่พนักงาน เพื่อให้การดำเนินงานสอดคล้องตามพันธกิจและกลยุทธ์ในการพัฒนา ของบริษัทฯ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายที่กำหนดไว้ โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการใช้งานเครื่องมือดิจิทัล (Digital Tools) อีก ทั้งผลักดันการนำ AI มาประยุกต์ใช้กับกระบวนการทำงานทั้งองค์กร พร้อมทั้งพัฒนาบุคลากรให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วด้วย การเปิดตัว “AI Clinic” เพื่อเป็นเวทีสำหรับพนักงานในการนำเสนอไอเดียที่เกี่ยวข้องกับ AI พร้อมมีผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ให้คำปรึกษา เพื่อต่อย อดสู่การปฏิบัติจริง ทั้งนี้ ในปี 2568 ได้ส่งเสริมและจัดอบรมจำนวน 2,292 หลักสูตร คิดเป็นค่าใช้จ่ายรวมทั้งสิ้น 9.22 ล้านบาท
นอกจากนั้น บริษัทฯ ยังมีนโยบายและการจัดกิจกรรม CSR ที่ส่งเสริมการอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างยั่งยืน โดยได้สร้างความรู้ สร้างงาน และ กระจายรายได้สู่ชุมชน เพื่อตอบสนองความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย อาทิ โครงการต่อยอดจากโครงการเลี้ยงแมลงเศรษฐกิจชันโรง สู่การ พัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำผึ้งชันโรง ภายใต้แบรนด์ “1,000 เกสร” โดยบริษัทฯ ให้การสนับสนุนด้านการออกแบบตราสินค้า ควบคู่กับการถ่ายทอด ความรู้เกี่ยวกับช่องทางการจำหน่ายสินค้าออนไลน์ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาดและสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชน ซึ่งผลการดำเนินงานปี 2568 สามารถลดต้นทุนและสร้างรายได้ให้กับสมาชิกรวมเป็นเงิน 96,480 บาท และมีผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (Social Return on Investment: SROI) อยู่ที่ 4.60 เท่า สำหรับเหตุการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 บริษัทฯ ได้ลงพื้นที่เพื่อปฏิบัติ ภารกิจช่วยเหลือ และแบ่งเบาภาระความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยในพื้นที่ เช่น การส่งมอบน้ำดื่ม และถุงยังชีพรวมมากกว่า 1,300 ชุด อีกทั้ง ได้ส่งพนักงานจิตอาสาและรถดับเพลิงช่วยทำความสะอาดชุมชน โรงเรียน และโรงพยาบาล รวมกว่า 25 พื้นที่ และได้ส่งมอบเงินบริจาคแก่ หน่วยงานด้านสาธารณสุข รวมถึงสนับสนุนถุงมือยางทางการแพทย์และถุงมือยางอเนกประสงค์กว่า 9 แสนชิ้น ให้แก่หน่วยงานราชการ โรง พยาบาลสนาม และศูนย์พักพิงกว่า 30 พื้นที่ ครอบคลุมจังหวัดสงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ตลอดจนคำนึงถึงสวัสดิภาพและความ ปลอดภัยของพนักงานประจำและพนักงานรายวัน โดยบริษัทฯ มีมาตรการบรรเทาผลกระทบด้วยการส่งมอบถุงยังชีพเครื่องอุปโภคบริโภค มาตรการเงินช่วยเหลือ โครงการล้างบ้านพนักงาน ทั้งยังได้จัดตั้งโรงครัวศรีตรังเพื่อผู้ประสบภัยและศูนย์พักพิง เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ พนักงานที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยครั้งนี้ โดยดูแลทั้งเรื่องอาหาร ที่พักที่สะอาดปลอดภัย และมีพยาบาลประจำศูนย์ตลอด 24 ชั่วโมง
บริษัทฯ ให้ความสำคัญต่อพันธมิตรทางธุรกิจทั้งด้านการค้าและการกำกับดูแลกิจการที่ดี โดยบริษัทฯ ได้ขยายภาคีเครือข่ายธุรกิจโปร่งใสไปยัง บริษัทคู่ค้าในโครงการ CAC Change Agent ซึ่งในปีแรกมีคู่ค้าเข้าร่วมประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันมากกว่า 10 ราย ทำให้ บริษัทฯ ได้รับการรับรองสถานะเป็นสมาชิก CAC Change Agent และได้รับรางวัล CAC Change Agent Award 2025 ตลอดจนได้สื่อสาร จรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจไปยังคู่ค้าธุรกิจ ซึ่งได้ลงนามรับทราบแนวปฏิบัติด้านจรรยาบรรณดังกล่าว คิดเป็นร้อยละ 100 อีกทั้งยังได้ตรวจ สอบด้านจริยธรรมธุรกิจและมาตรฐานแรงงาน ตามมาตรฐาน SMETA (Sedex Members Ethical Trade Audit) และได้ประเมินความเสี่ยง ในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมภิบาล (ESG) ในพื้นที่ปฏิบัติการของคู่ค้า คิดเป็นร้อยละ 100 ตามเป้าหมายด้านความยั่งยืนที่ กำหนดไว้อีกด้วย นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังดำเนินธุรกิจอย่างมีจรรยาบรรณและมีการประสานความร่วมมือที่ดีกับคู่ค้า ทำให้บริษัทฯ ได้รับรางวัล SX TSCN Sustainability Award 2025 เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน จาก Thailand Supply Chain Network (TSCN) รวมทั้งรางวัล Business Partners Award ระดับ Platinum เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน และรางวัล Business Partner of the Year 2025 จากกลุ่มบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและการยอมรับจากพันธมิตรทางธุรกิจ ในความร่วมมือกันเพื่อส่งมอบคุณค่าให้แก่ผู้บริโภค และยกระดับอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน
ด้านความสัมพันธ์กับลูกค้า จากผลสำรวจความพึงพอใจของลูกค้า อยู่ที่ร้อยละ 85.69 ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ร้อยละ 80.0 และ บริษัทฯ ได้ดำเนินการอย่างดีที่สุดเพื่อให้ลูกค้าได้รับการตอบสนองอย่างรวดเร็ว รวมทั้งนำข้อเสนอแนะจากลูกค้ามาวิเคราะห์หาสาเหตุเพื่อ ปรับปรุงและป้องกัน บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญต่อการเก็บรักษาความลับของลูกค้า โดยไม่นำข้อมูลของลูกค้าไปใช้เพื่อประโยชน์ของตนเองและ ผู้เกี่ยวข้องโดยมิชอบ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาไม่มีกรณีหรือเหตุการณ์ที่บริษัทฯ ได้รับการร้องเรียนเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า และ สามารถรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลให้ปราศจากเหตุการณ์รั่วไหล (Zero Data Breach) ตลอดจนสามารถปฏิบัติตามข้อ กำหนดของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) ได้ครบถ้วนร้อยละ 100 ตามเป้าหมายด้านความยั่งยืน
บริษัทฯ ได้ประเมินระบบการควบคุมภายในโดยอ้างอิงตามมาตรฐานสากลของ The Committee of Sponsoring Organization of Treadway Commission (COSO 2013) และยังได้ประเมินคุณภาพงานตรวจสอบภายในตาม Quality Assurance and Improvement Program (QAIP) ซึ่งคณะกรรมการตรวจสอบเห็นว่า การปฏิบัติงานของฝ่ายตรวจสอบภายในมีความสอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพการตรวจ สอบภายในสากล นอกจากนั้น ยังได้นำ Power BI มาใช้เป็นเครื่องมือด้าน Data Analytics ในการวิเคราะห์การกำหนดสิทธิ์การใช้งานระบบ SAP เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพและประสิทธิภาพของงานตรวจสอบภายในให้สอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพการตรวจสอบภายในสากล ส่วนการ บริหารจัดการความเสี่ยง บริษัทฯ ได้รับการรับรองมาตรฐานการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ ISO 22301:2019 ซึ่งแสดงถึงประสิทธิภาพใน การดำเนินการเรื่องดังกล่าว และในปี 2568 บริษัทฯ ได้ทบทวนและประเมิน Enterprise Risk Management (ERM) และจัดลำดับความเสี่ยง องค์กรใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานะทางธุรกิจและปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างปี โดยได้กำหนดปัจจัยความเสี่ยงที่ครอบคลุมถึง ความเสี่ยงใหม่ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) ตลอดจนยังได้วิเคราะห์และประเมิน ความเสี่ยง โอกาส ผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ และผลกระทบทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอีกด้วย
สำหรับการพัฒนาเทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์ (AI) บริษัทฯ ได้นำ AI และ Internet of Things (IoT) มาใช้เพื่อวิเคราะห์และปรับปรุง กระบวนการผลิต รวมทั้งให้ความสำคัญกับการใช้งาน AI Agents โดยเฉพาะในงานสำนักงาน นอกจากนั้น ในปี 2568 กลุ่มศรีตรังยังได้จัดทำ นโยบายธรรมาภิบาลข้อมูลและขั้นตอนการดำเนินการ ซึ่งนับเป็นการเตรียมโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลองค์กรที่สำคัญอย่างหนึ่ง เพื่อให้การ จัดการข้อมูลที่นับเป็นสินทรัพย์สำคัญขององค์กรมีการจัดการที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งไม่เพียงช่วยให้การตัดสินใจแม่นยำและรวดเร็วขึ้นเท่านั้น แต่ ยังมีส่วนสำคัญในการสร้างความน่าเชื่อถือทางธุรกิจ และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันระยะยาวขององค์กร เพื่อก้าวสู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อน ด้วยข้อมูล (Data-Driven Organization) ทั้งนี้ การดำเนินงานด้าน AI ของกลุ่มบริษัทมีความคืบหน้าตามแผน โดยได้เตรียมความพร้อมทั้งด้าน ข้อมูล โครงสร้างพื้นฐาน และกระบวนการ เพื่อรองรับการขยายการใช้งาน AI ในอนาคต สอดรับการพัฒนาในปี 2569 ซึ่งบริษัทฯ มุ่งมั่นพัฒนา ด้วยพันธกิจ “Empowering AI: พลังแห่งปัญญาประดิษฐ์” เพื่อผลักดันการประยุกต์ใช้ AI ในทุกส่วนขององค์กร ตลอดจนให้ความสำคัญกับ การพัฒนาเทคโนโลยี Manufacturing AI เพื่อยกระดับประสิทธิภาพ ความแม่นยำ และนวัตกรรมในกระบวนการผลิต รวมทั้งขยายสู่ การดำเนินงานทุกมิติในอนาคต
จากการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพในด้านการกำกับดูแลกิจการและความยั่งยืนขององค์กร ทำให้บริษัทฯ ได้รับรางวัลและการจัดอันดับอยู่ใน ระดับดีเลิศทั้งในระดับประเทศและระดับสากล อาทิเช่น รางวัล Best Sustainability Awards กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค จากตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทย ในงาน SET Awards 2025 และการจัดอันดับเป็น Sustainability Yearbook Member กลุ่มธุรกิจ Healthcare Equipment & Supplies จาก S&P Global Sustainability Yearbook 2026 รวมทั้งผลการประเมิน ESG Risk Rating จาก Morningstar Sustainalytics ซึ่งได้รับผลการประเมินความเสี่ยงด้าน ESG อยู่ในระดับ “ต่ำ” (Low)”
ในนามคณะกรรมการบริษัท ขอขอบคุณ ผู้ถือหุ้น ลูกค้า คู่ค้า และผู้มีส่วนได้เสียทุกท่านที่เชื่อมั่นและสนับสนุนบริษัทฯ ด้วยดีเสมอมา และขอ ขอบคุณพนักงานทุกคนที่ร่วมแรงร่วมใจปฏิบัติงานตามพันธกิจและเป้าหมาย เพื่อนำพาองค์กรไปสู่ความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม บริษัทฯ จะ ยึดมั่นในการเป็นองค์กรที่สร้างทั้งคุณค่าและมูลค่า ด้วยศักยภาพและการพัฒนาที่ไม่หยุดนิ่ง รวมทั้งจะนำโอกาสและผลการดำเนินงานที่ดีมาสู่ องค์กร ผู้มีส่วนได้เสีย และสังคมเพื่อเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน
