สิทธิมนุษยชนและการดูแลบุคลากร
สิทธิมนุษยชนและการดูแลบุคลากร

การสรรหาพนักงาน

บริษัทฯ มีการสรรหาพนักงานโดยคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนและไม่เลือกปฏิบัติในทุกรูปแบบอันเนื่องจาก เพศ, อายุ, ศาสนา, สัญชาติ, เชื้อชาติ, ชนชั้น, และความพิการ บริษัทฯ มีนโยบายการสรรหาจากบุคลากรภายในผ่านกระบวนการปรับตำแหน่งงานหรือโยกย้ายสายงานเพื่อความก้าวหน้าและเติบโตของพนักงาน ในส่วนของการสรรหาบุคลากรภายนอก บริษัทฯ สรรหาบุคลากร ตามแบบกำหนดหน้าที่งานแต่ละตำแหน่ง ประกอบกับการคัดเลือกทาง EQ หรือความฉลาดทางอารมณ์ เพื่อให้ได้พนักงานที่เป็นคนดีและมีความสามารถเหมาะสมกับตำแหน่งงาน โดยการระบุรายละเอียดของการรับสมัครที่จำเป็นอย่างครบถ้วน ผ่านช่องทางที่หลากหลาย เช่น เว็บไซต์บริษัทฯ, เว็บไซต์หางานต่างๆ, การเปิดรับสมัครในมหาวิทยาลัย และการรับสมัครในงานจัดหางานของจังหวัด เพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถเลือกสมัครในตำแหน่งที่ต้องการได้อย่างเท่าเทียมกัน นอกจากนี้บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนในพื้นที่ดำเนินงาน ผ่านการจ้างงานในท้องถิ่นอย่างเป็นธรรมและมีความรับผิดชอบ (GRI 202) โดยมุ่งเน้นการจ้างแรงงานจากชุมชนในพื้นที่เป็นลำดับแรก เพื่อส่งเสริมการกระจายรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำ และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่นอย่างยั่งยืน โดยปี 2568 บริษัทฯ มีสัดส่วนพนักงานที่เป็นบุคลากรในท้องถิ่นคิดเป็นร้อยละ 69 ของพนักงานทั้งหมด รวมถึงมีการจ้างผู้บริหารระดับสูงจากพื้นที่ดำเนินงานในสัดส่วนที่เหมาะสม สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสร้างโอกาสการทำงานในระยะยาวและเสริมสร้างความผูกพันระหว่างบริษัทฯ กับชุมชน

ในส่วนของการจ้างงานแรงงานต่างด้าว บริษัทฯ ปฏิบัติตามกฎหมายและดำเนินงานตามเอกสารวิธีการสรรหาพนักงานเพื่อนบ้าน และวิธีการคัดเลือก ประเมินบริษัทจัดหาแรงงานและขั้นตอนการสรรหาพนักงานเพื่อนบ้าน และ มีการตรวจติดตามความสอดคล้องในการดำเนินงานตามกฎหมายและข้อกำหนดโดยฝ่ายระบบคุณภาพ อย่างน้อย 1 ครั้งต่อปี

กระบวนการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (Human Rights Due Diligence: HRDD) ปี 2568

บริษัทฯ ดำเนินการจัดทำกระบวนการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน เพื่อให้ได้ทราบถึงสถานะของการดำเนินงานตลอดห่วงโซ่คุณค่า อันจะทำให้สามารถระบุ ป้องกัน บรรเทา และจัดการกับผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้น หรืออาจเกิดขึ้นในการดำเนินงานของธุรกิจได้ อ้างอิงตามหลักการชี้แนะแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (United Nations Guiding Principles on Business and Human Rights: UNGPs) และแนวทางการตรวจสอบสถานะสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้านสำหรับบริษัทจดทะเบียนของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ ก.ล.ต. เพื่อใช้เป็นหลักปฏิบัติในการดำเนินการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน ซึ่งกำหนดการดำเนินการเป็นประจำทุกๆ 2 ปี

โดยมีขั้นตอนดังนี้

  1. การกำหนดขอบเขตการตรวจสอบ

    บริษัทฯ ได้กำหนดขอบเขตกระบวนการตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้านให้ชัดเจน ครอบคลุมผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องทุกกลุ่ม รวมถึงกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มเปราะบาง (Vulnerable Group) เช่น เด็ก ผู้พิการ สตรี ชนกลุ่มน้อย ผู้อพยพ แรงงานที่ว่าจ้างผ่านบุคคลที่สาม ชนพื้นเมือง ชุมชนท้องถิ่น เพศทางเลือก ผู้สูงอายุและสตรีตั้งครรภ์ เป็นต้น ในทุกๆ พื้นที่ปฏิบัติการที่บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจหรือมีสิทธิในการควบคุมจัดการ ตลอดจนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทาน โดยพิจารณาประเด็นสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สิทธิแรงงาน สิทธิชุมชนและชนกลุ่มน้อย สิทธิในห่วงโซ่อุปทาน ความมั่นคงปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และสิทธิของลูกค้าและผู้บริโภค เป็นต้น

  2. การระบุประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้อง

    บริษัทฯ ได้ทบทวนประเด็นความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ทั้งกิจกรรมทางตรงที่บริษัทฯ ดำเนินการเอง และทางอ้อมผ่านการดำเนินการของคู่ค้า ผู้รับเหมา หรือบริษัทร่วมค้า ซึ่งอาจก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมถึงทบทวนแนวโน้มประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนของกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกันในตลาดโลก แล้วนำมาจัดเป็นกลุ่มหัวข้อที่ใกล้เคียงกันเพื่อจัดทำและปรับปรุงรายการตรวจสอบสถานะสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (Human Rights Risk Assessment) และมอบหมายให้ฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องร่วมระบุและประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินงาน

    ขอบเขตประเด็นการประเมินความเสี่ยงและผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนของบริษัทฯ

    สิทธิแรงงาน
    สิทธิชุมชนท้องถิ่น ชุมชนพื้นเมือง ห่วงโซ่อุปทาน สิทธิความมั่นคงความปลอดภัย สิทธิสิ่งแวดล้อม สิทธิของลูกค้าและผู้บริโภค
    • การรับรองเสรีภาพในการสมาคม
    • การขจัดแรงงานบังคับ
    • การยกเลิกการใช้แรงงานเด็กในทุกรูปแบบ
    • การขจัดการเลือกปฏิบัติ
    • สวัสดิการและหลักประกันทางสังคม
    • การมีส่วนร่วมในความโปร่งใสขององค์กร
    • การคุ้มครองสิทธิของชุมชนท้องถิ่น
    • การรับฟังความคิดเห็นและมีส่วนร่วมพัฒนาชุมชน
    • การประเมินผลกระทบต่อชุมชน
    • สนับสนุนความเท่าเทียมระหว่างเพศและเพศสภาพ
    • การปฏิบัติตามจรรยาบรรณธุรกิจสำหรับคู่ค้าในประเด็น ESG
    • มาตรฐานความปลอดภัยที่เกี่ยวข้องในผลิตภัณฑ์หรือบริการ
    • การคุ้มครองและป้องกันการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา
    • สภาพแวดล้อมการทำงานที่มีความปลอดภัยและอาชีวอนามัยที่ดี
    • การบริหารจัดการวัตถุอันตราย
    • การคุ้มครองสิทธิข้อมูลส่วนบุคคล
    • การใช้แหล่งน้ำอย่างเคารพ
    • การบริหารจัดการขยะและของเสีย
    • การใช้พลังงานอย่างเคารพ
    • การบริหารจัดการมลพิษ
    • การเคารพต่อความหลากหลายทางชีวภาพ
    • การลดผลกระทบที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ
    • การคุ้มครองสิทธิทางด้านสุขภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์
  3. การประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน

    บริษัทฯ นำประเด็นความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนที่ระบุในรายการตรวจสอบสถานะสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน มาเป็นเครื่องมือในการประเมินความเสี่ยง โดยการใช้ Risk Matrix เป็นเครื่องมือประเมินความเสี่ยงซึ่งพิจารณาระดับความเสี่ยงของผลกระทบและเกณฑ์ระดับโอกาสที่จะเกิดขึ้น ของประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนในแต่ละประเด็น

    A
    สิทธิแรงงาน
    1
    การรับรองเสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการร่วมเจรจา
    2
    การขจัดแรงงานบังคับและการเกณฑ์แรงงานในทุกรูปแบบ
    3
    การยกเลิกการใช้แรงงานเด็กและการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้าย
    4
    การขจัดการเลือกปฏิบัติในการจ้างงานและอาชีพ
    5
    การจัดให้มีสวัสดิการและหลักประกันทางสังคม
    6
    การให้ลูกจ้างและผู้มีส่วนได้เสียมีส่วนร่วมในความโปร่งใสขององค์กร
    B
    สิทธิชุมชนท้องถิ่น ชุมชนพื้นเมือง
    7
    การคุ้มครองสิทธิของชุมชนท้องถิ่น
    8
    การคุ้มครองสิทธิของชนกลุ่มน้อย
    9
    การสนับสนุนความเท่าเทียมระหว่างเพศและเพศสภาพตลอดห่วงโซ่คุณค่า
    C
    ห่วงโซ่อุปทาน
    10
    นโยบาย/การกำกับดูแล
    11
    การใช้แหล่งน้ำอย่างเคารพต่อสิ่งแวดล้อม
    12
    การบริหารจัดการมลพิษ ขยะและของเสียเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม
    13
    การใช้พลังงานอย่างเคารพสิ่งแวดล้อม
    14
    การเคารพต่อความหลากหลายทางชีวภาพ
    15
    การลดผลกระทบที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ
    16
    การดำเนินธุรกิจอย่างเคารพเสรีภาพในการสมาคมและสิทธิในการร่วมเจรจา
    17
    การดำเนินธุรกิจโดยไม่มีการใช้แรงงานบังคับหรือการเกณฑ์แรงงาน
    18
    การดำเนินธุรกิจโดยไม่มีการใช้แรงงานเด็กและการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบเลวร้าย
    19
    การดำเนินธุรกิจตามหลักความเสมอภาค
    20
    การดำเนินธุรกิจโดยที่ลูกจ้างได้รับความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ดี
    21
    การดำเนินธุรกิจโดยที่ลูกจ้างได้รับสวัสดิการและหลักประกันตามกฎหมาย
    22
    การดำเนินธุรกิจอย่างเคารพความเท่าเทียมระหว่างเพศและเพศสภาพ
    23
    การเคารพและคุ้มครองสิทธิของชุมชนท้องถิ่น
    24
    การคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลและข้อมูลส่วนบุคคล
    25
    การคุ้มครองและป้องกันการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา
    26
    การผลิตสินค้าหรือให้บริการที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยที่เกี่ยวข้องในผลิตภัณฑ์หรือบริการ
    D
    สิทธิความมั่นคงความปลอดภัย
    27
    การจัดให้มีสภาพแวดล้อมการทำงานที่มีความปลอดภัยและอาชีวอนามัยที่ดี
    28
    การบริหารจัดการวัตถุอันตราย
    29
    การคุ้มครองความปลอดภัยข้อมูลส่วนบุคคล
    E
    สิทธิสิ่งแวดล้อม
    30
    การบริหารจัดการน้ำ
    31
    การบริหารจัดการขยะและของเสีย
    32
    การบริหารจัดการพลังงาน
    33
    การบริหารจัดการมลพิษ
    34
    การประเมินความเสี่ยงจากผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ
    35
    การประเมินความเสี่ยงจากผลกระทบเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงด้านภูมิอากาศ
    F
    สิทธิของลูกค้าและผู้บริโภค
    36
    การคุ้มครองสิทธิทางด้านสุขภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์
    ระดับความเสี่ยงที่เหลืออยู่
    การประเมินคุณภาพของมาตรการควบคุมที่ใช้อยู่ การวางแผนปฏิบัติการควบคุม, ติดตามความเสี่ยง, และแผนจัดการความเสี่ยง
    สูงสุด
    • มาตรการควบคุมความเสี่ยงที่ใช้อยู่ยัง "มีขีดจำกัด" ในการใช้ควบคุมความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้.
    • ระดับความเสี่ยงที่ "ไม่สามารถยอมรับได้"
    • "จำเป็น" ต้องเร่งจัดการความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ "โดยทันที"
    • เจ้าของความเสี่ยง "จะต้อง" กำหนดแผนลดความเสี่ยง และแผนควบคุมความเสี่ยง "โดยทันที" และเริ่มปฏิบัติได้โดยทันที ไม่เกิน 1 วัน หลังจากกำหนดแผนแล้วเสร็จ
    สูง
    • มาตรการควบคุมความเสี่ยงที่ใช้อยู่ "มีประสิทธิภาพปานกลาง" หรือยัง "มีขีดจำกัด" ในการใช้ควบคุมความเสี่ยงให้อยู่ระดับที่ยอมรับได้
    • ระดับความเสี่ยงที่ "ไม่สามารถยอมรับได้"
    • "จำเป็น" ต้องเร่งจัดการความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ "โดยทันที"
    • เจ้าของความเสี่ยง "จะต้อง" กำหนดแผนลดความเสี่ยง และแผนควบคุมความเสี่ยง "โดยทันที" และเริ่มปฏิบัติได้โดยทันที ไม่เกิน 3 วัน หลังจากกำหนดแผนแล้วเสร็จ
    ปานกลาง
    • มาตรการควบคุมความเสี่ยงที่ใช้อยู่ "มีประสิทธิภาพปานกลาง" พอที่จะใช้ควบคุมความเสี่ยงให้อยู่ระดับที่ยอมรับได้
    • ระดับความเสี่ยง "ที่สามารถยอมรับได้"
    • แต่ต้องมีมาตรการควบคุม เพื่อป้องกันไม่ให้ความเสี่ยงเปลี่ยนไปสู่ระดับที่ยอมรับไม่ได้
    • เจ้าของความเสี่ยง จะกำหนดแผนลดความเสี่ยง และแผนควบคุมความเสี่ยง เพิ่มเติมหรือไม่ก็ได้
    • สามารถติดตามและควบคุมความเสี่ยงได้โดยการติดตามเป็นประจำตามมาตรการควบคุมความเสี่ยงที่ใช้อยู่ "อย่างเคร่งครัด"
    ต่ำ
    • มาตรการควบคุมความเสี่ยงที่ใช้อยู่ "มีประสิทธิภาพปานกลาง" หรือ "มีประสิทธิภาพที่ดี" ในการใช้ควบคุมความเสี่ยงให้อยู่ระดับที่ยอมรับได้
    • ระดับความเสี่ยง "ที่สามารถยอมรับได้"
    • ไม่จำเป็นต้องมีมาตรการควบคุม หรือจัดการความเสี่ยงเพิ่มเติม
    • เจ้าของความเสี่ยง จะต้องปฏิบัติตามมาตรการควบคุมความเสี่ยงที่ใช้อยู่อย่างสม่ำเสมอ
    • สามารถติดตามและควบคุมความเสี่ยงได้โดยการติดตามเป็นประจำตามมาตรการควบคุมความเสี่ยงที่ใช้อยู่

    เกณฑ์ระดับความเสี่ยง

    การพิจารณาระดับความเสี่ยงและผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน แบ่งออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่ ระดับความเสี่ยงต่ำ ปานกลาง สูง และสูงมาก

    เกณฑ์การประเมินโอกาสเกิด (Likelihood)

    การประเมินโอกาสเกิด เป็นเกณฑ์ที่ใช้ควบคู่กับการจัดระดับความเสี่ยง เพื่อให้ผู้ประเมินใช้ในการตัดสินใจประเมิน โดยเกณฑ์การประเมินโอกาสเกิด จะแบ่งเป็นระดับ ดังนี้ โอกาสเกิดต่ำ กลาง สูง และสูงสุด

    ทั้งนี้ได้มอบหมายให้ฝ่ายต่างๆที่มีส่วนเกี่ยวข้องดำเนินการประเมินความเสี่ยงในรายการตรวจสอบสถานะสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน ซึ่งครอบคลุมการดำเนินธุรกิจของกลุ่มบริษัทฯ คิดเป็นร้อยละ 100 ของพื้นที่ปฏิบัติการ

    โดยผลจากการดำเนินการตรวจสอบสถานะสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน ในการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ พบว่ามีประเด็นความเสี่ยง 2 ประเด็น ดังนี้

    ความเสี่ยงด้านสิทธิสิ่งแวดล้อม

    • พบความเสี่ยงในการบริหารจัดการมลพิษทางอากาศจากการดำเนินงาน ที่อาจจะส่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมต่อชุมชนโดยรอบโรงงาน ซึ่งจากผลการประเมินพบว่ามีความเสี่ยงในระดับปานกลาง

    ความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน

    • พบความเสี่ยงจากการที่บริษัทฯ ไม่สามารถนำมาตรการต่างๆ ตามแนวปฏิบัติด้านการเคารพสิทธิมนุษยชนไปดำเนินการได้ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งจากผลการประเมินพบว่ามีความเสี่ยงในระดับปานกลาง
  4. การกำหนดมาตรการบรรเทาผลกระทบและป้องกัน

    บริษัทฯ ได้กำหนดมาตรการป้องกันและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน เพื่อใช้เป็นแนวทางในการลดและควบคุมผลกระทบเชิงลบให้อยู่ในระดับต่ำหรืออยู่ในระดับที่สามารถยอมรับได้

    ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้จัดเตรียมมาตรการป้องกันและมาตรการเพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ดังนี้

    ประเด็นความเสี่ยง
    ลักษณะความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น มาตรการป้องกันและลดผลกระทบ
    • ด้านสิทธิสิ่งแวดล้อม
    • ความเสี่ยงในการบริหารจัดการมลพิษทางอากาศจากการดำเนินงาน ที่อาจจะส่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมต่อชุมชนโดยรอบโรงงาน เช่น มลพิษทางอากาศที่เกิดจากกระบวนการผลิตไอน้ำและการบำบัดทางอากาศ ที่ทำให้เกิดหมอกควันและอาจส่งผลกระทบต่อชุมชนใกล้เคียงในลักษณะเดือดร้อนรำคาญ(ระดับความเสี่ยง:ระดับปานกลาง)
    • ปรับปรุงระบบบำบัดโดยการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในโรงงานสาขาเก่า
    • จัดทำแผนการดำเนินงานตรวจวัดคุณภาพทางอากาศบริเวณชุมชนรอบโรงงานอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ
    • ติดตาม เฝ้าระวังการทำงาน รวมถึงเพิ่มแผนการบำรุงรักษาเครื่องจักรให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
    • ความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน
    • ความเสี่ยงจากการที่บริษัทฯ ไม่สามารถนำมาตรการต่างๆ ตามแนวปฏิบัติด้านการเคารพสิทธิมนุษยชนไปดำเนินการได้ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทาน เช่น การใช้ทรัพยากรอย่างเคารพต่อสิ่งแวดล้อม การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ฯลฯ (ระดับความเสี่ยง:ระดับปานกลาง)
    • เพิ่มมาตรการในกระบวนการตรวจสอบคู่ค้าให้ครอบคลุมบริบทต่างๆมากยิ่งขึ้นเพื่อสร้างความมั่นใจในการดำเนินการ
    • เพิ่มสื่อสารและให้คู่ค้าที่สำคัญทุกรายลงนามเพื่อรับทราบและปฏิบัติตามจรรยาบรรณคู่ค้าธุรกิจของบริษัทฯ
    • กำหนดมาตรการรองรับในกรณีที่พบว่าบริษัทคู่ค้ามีการดำเนินการโดยไม่เคารพต่อสิทธิมนุษยชน เช่น มีการตักเตือน มีการพิจารณายุติความสัมพันธ์ทางธุรกิจ
    • มีการทบทวนปรับปรุงแบบสอบถามการประเมินคู่ค้าเป็นประจำทุกปีเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
  5. การติดตามและทบทวนผลการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชน

    บริษัทฯ กำหนดตัวชี้วัดเพื่อติดตามและทบทวนมาตรการลดและควบคุมผลกระทบเชิงลบจากความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนในทุกประเด็น ที่ได้ดำเนินการแล้ว เช่น จำนวนข้อร้องเรียนที่ได้รับและสถานการณ์แก้ไข เป็นต้น โดยมีการเสนอให้กับฝ่ายบริหารพิจารณาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าประเด็นความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนแต่ละประเด็นได้ถูกแก้ไขและป้องกันอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้เนื่องจากประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนอาจมีการเปลี่ยนแปลงไป ตามการเปลี่ยนแปลงของกิจกรรมทางธุรกิจและผู้มีส่วนได้เสีย ดังนั้นบริษัทฯ จะดำเนินการทบทวนการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนอย่างสม่ำเสมอ ตั้งแต่การระบุและประเมินความความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน ตลอดจนมาตรการบรรเทาและป้องกันผลกระทบจากความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน รวมถึงจัดให้มีช่องทางรับข้อร้องเรียนสำหรับพนักงานและผู้มีส่วนได้เสียในกรณีที่มีเหตุละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจของบริษัท เพื่อนำมาทบทวนปรับปรุงแก้ไข และสร้างความมั่นใจในประสิทธิภาพของกระบวนการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนอยู่เสมอ

  6. การแก้ไขและเยียวยา

    บริษัทฯ ตระหนักถึงความสำคัญในการดำเนินธุรกิจอย่างเคารพต่อสิทธิมนุษยชน จึงได้กำหนดให้มีแนวทางการแก้ไขและมีมาตรการเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นให้กับผู้ที่อาจจะได้รับผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนจากการดำเนินงานของบริษัทฯ รวมถึงดำเนินการสรุปบทเรียนเพื่อจัดทำมาตรการป้องกันการเกิดซ้ำ โดยมีการพิจารณาตามลำดับขั้นตอนการดำเนินงานจากฝ่ายบริหารเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเป็นไปตามพันธะสัญญาที่ให้ไว้

ความหลากหลายของพนักงานในศรีตรังโกลฟส์

ผลการดำเนินงานด้านสังคมปี 2568

GRI 2-7 (2021): จำนวนพนักงานรวมทั้งหมด
GRI 405-1 (2016): ความหลากหลายของคณะกรรมการบริหารและพนักงาน

ความหลากหลายของสัญชาติ

สัญชาติ
สัดส่วนจากพนักงานทั้งหมด (%)
ไทย 63.36
พม่า 35.47
อื่นๆ 1.17

การดูแลพนักงาน

บริษัทฯ ให้ความสำคัญในการสร้างระบบการบริหารงานบุคคลที่ดี ตั้งแต่การสรรหาพนักงานใหม่ การบริหารค่าตอบแทนที่มีมาตรฐาน กำหนดเป้าหมายและแผนการพัฒนาศักยภาพพนักงาน เพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าและการเติบโตในอาชีพ ให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยและสุขภาพของพนักงาน ให้อิสระและเคารพสิทธิของพนักงานในการเป็นตัวแทน การรวมกลุ่ม หรือ การเจรจาต่อรองโดยคิดเป็นร้อยละ 100 ของพนักงานทั้งหมด (GRI 2-30) โดยมีคณะกรรมการสวัสดิการในสถานประกอบการประกอบด้วยผู้แทนฝ่ายนายจ้างและลูกจ้าง ที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นตัวแทนในการหารือกับนายจ้าง ทั้งด้านสวัสดิการอื่นๆ ที่นอกเหนือจากกฎหมายขั้นพื้นฐาน รวมไปถึง การทำกิจกรรมต่างๆ ภายในบริษัทฯ นอกจากนี้ บริษัทฯ จัดให้มี ช่องทางการรับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากพนักงานทุกระดับอย่างเท่าเทียมและเสมอภาค ผ่านช่องทางต่างๆ เช่น กล่องรับข้อเสนอแนะ การประชุม แบบสำรวจ เป็นต้น

นอกจากผลตอบแทนตามกฎหมาย เช่น กองทุนประกันสังคม กองทุนเงินทดแทน พนักงานของบริษัทฯ จะได้รับค่าตอบแทนในรูปค่าล่วงเวลา เงินเพิ่มพิเศษสำหรับผู้ปฏิบัติงานกะ เงินพักร้อน โบนัสประจำปี และ สวัสดิการพื้นฐานเพื่อให้พนักงานมีคุณภาพชีวิตที่ดี อาทิเช่น ชุดฟอร์มพนักงาน เงินช่วยเหลือค่าเช่าบ้าน สวัสดิการบ้านพัก เบี้ยเลี้ยงการปฏิบัติงานนอกสถานที่ การทำประกันสุขภาพและประกันอุบัติเหตุ กองทุนเงินสำรองเลี้ยงชีพ (สัดส่วนการเข้าร่วมของพนักงานในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ร้อยละ 60.18 ของพนักงานที่มีสิทธิเข้าร่วมในปี 2568) เงินเกษียณอายุ เงินช่วยเหลือพนักงานที่ประสบภัย การจัดกิจกรรม Happy Workplace และ ศึกษาดูงาน เป็นต้น (GRI 401-2)

เป้าหมาย

ผลการดำเนินงาน

บริษัทฯ ได้ดำเนินการสำรวจความผาสุกและผูกพันของพนักงานที่มีต่อองค์กรเป็นประจำทุกปี และได้สื่อสารผลการสำรวจความผาสุกและผูกพันต่อพนักงานทั่วทั้งองค์กรผ่าน อีเมล อินทราเน็ต และรายงานความยั่งยืน โดยมีผลการดำเนินงานดังนี้  

บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสุขภาวะของพนักงาน (Employee Wellness Program) ในระยะยาว ภายใต้กรอบการดำเนินงานด้านความยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้อต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิต (Happy Workplace) ตลอดจนเสริมสร้างความผูกพันภายในองค์กร ผ่านการออกแบบกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพที่สามารถเข้าถึงและมีส่วนร่วมได้ทุกระดับพนักงาน

ในปี 2568 บริษัทฯ ได้ดำเนินการสำรวจความผาสุกและความผูกพันของพนักงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อรับฟัง ความคิดเห็นและประเมินความพึงพอใจในด้านต่างๆ ของการทำงานอย่างเป็นระบบ โดยผลการสำรวจปีนี้ ต่ำกว่าเป้าหมาย เนื่องจากคะแนนบางมิติลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ได้นำความคิดเห็นของพนักงาน มาวิเคราะห์ และ กำหนดแผนอย่างเหมาะสม เพื่อตอบสนองต่อความคาดหวัง และส่งเสริมให้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อคุณภาพชีวิตและ ความผาสุกของพนักงาน ตัวอย่างโครงการที่ได้จัดทำ อาทิ

โครงการส่งเสริมสุขภาพกาย: Sri Trang Run 2025 – Get Fit, Conquer 100K

โครงการนี้จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมวิถีชีวิตที่เน้นการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและสร้างวัฒนธรรมองค์กรด้านสุขภาพอย่างยั่งยืน โดยได้รับความร่วมมือจากบริษัทในเครือทั้งหมดของกลุ่มบริษัทศรีตรัง โดยโครงการจัดในรูปแบบ Virtual Run เพื่อลดข้อจำกัดด้านสถานที่และเวลา ทำให้พนักงานสามารถออกกำลังกายได้ตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล โดยกำหนดเป้าหมายระยะทาง 100 กิโลเมตรต่อคนภายในระยะเวลาที่กำหนด

ผลการดำเนินโครงการ

  • พนักงานลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ: 1,826 คน (คิดเป็นร้อยละ 91 ของเป้าหมาย)
  • พนักงานที่เริ่มสะสมระยะทาง: 1,370 คน (คิดเป็นร้อยละ 75 ของผู้ลงทะเบียน)
  • พนักงานที่สำเร็จตามเป้าหมาย 100 กิโลเมตร: 842 คน (คิดเป็นร้อยละ 61.46 ของผู้เข้าร่วม)

นอกเหนือจากผลลัพธ์ด้านสุขภาพกายที่วัดได้เชิงปริมาณแล้ว โครงการยังสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อบรรยากาศ การทำงานและความผูกพันภายในองค์กรอย่างมีนัยสำคัญ จากการสำรวจความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมโครงการ พบว่า พนักงานจำนวนมากให้ข้อคิดเห็นว่า การออกกำลังกายร่วมกับเพื่อนร่วมงานเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างแรงจูงใจในการดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความร่วมมือภายในทีมงาน ส่งผลให้เกิดวัฒนธรรมองค์กรด้านสุขภาวะที่แข็งแกร่งและขยายวงกว้างมากขึ้นทั่วทั้งองค์กร

โครงการส่งเสริมสุขภาพกายดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญของความมุ่งมั่นตามนโยบายการพัฒนาความยั่งยืนองค์กรของบริษัทฯ โดยเฉพาะในมิติสังคมที่เน้นการสร้างคุณค่าร่วมระยะยาว (Shared Value Creation) ผ่านการลงทุนในทุนมนุษย์และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพนักงาน บริษัทฯ ได้บูรณาการโครงการด้านสุขภาวะเข้ากับกลยุทธ์การพัฒนาทรัพยากรบุคคลอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมหลายมิติ ได้แก่ การส่งเสริมกิจกรรมออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การจัดบริการตรวจสุขภาพตามปัจจัยเสี่ยงเฉพาะบุคคลทั้งด้านสุขภาพกายและสุขภาพจิต การจัดอบรมเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการดูแลสุขภาวะที่ดี รวมถึงการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสุขภาพดิจิทัลเพื่อติดตามและประเมินผลการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งบริษัทฯ ตระหนักดีว่า พนักงานที่มีสุขภาวะดีเป็นรากฐานสำคัญที่สุดของการสร้างความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กรในระยะยาว

โครงการดูแลสุขภาพใจ: Mental Health Check Up 2025

โครงการดำเนินการประเมินภาวะสุขภาพจิต ความผาสุกในการทำงาน และความต้องการด้านการสนับสนุนของพนักงานอย่างเป็นระบบ เพื่อนำข้อมูลมาพัฒนาแผนงานสนับสนุนที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ

ระยะเวลาและขอบเขต

  • ระยะเวลา: พฤษภาคม – มิถุนายน 2568
  • ขอบเขต: ครอบคลุมโรงงานและสำนักงานทั่วประเทศ
  • ผู้ดำเนินการ: ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาและจิตแพทย์

ผลการดำเนินโครงการ

บริษัทได้ดำเนินการประเมินสุขภาวะทางจิตใจของพนักงานเป็นประจำ เพื่อให้มั่นใจว่าพนักงานทุกคนได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและครอบคลุม ผลการประเมินสะท้อนให้เห็นว่าพนักงานโดยรวมมีความผาสุกทางจิตใจอยู่ในระดับที่น่าพึงพอใจ อย่างไรก็ตาม บริษัทมิได้หยุดเพียงแค่การประเมิน แต่ยังนำผลที่ได้ไปใช้เป็นแนวทางในการจัดมาตรการดูแลและสนับสนุนพนักงานในกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม ทั้งในรูปแบบของการให้คำปรึกษาและการติดตามอย่างต่อเนื่อง

โครงการประเมินสุขภาวะทางจิตใจนี้ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้องค์กรเข้าใจสถานการณ์ด้านสุขภาพจิตของพนักงานอย่างเป็นระบบ และสามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้วางแผนพัฒนามาตรการสนับสนุนในระยะยาว ครอบคลุมทั้งการพัฒนาบุคลากร การดูแลสวัสดิการ และการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้อต่อสุขภาวะที่ดีของพนักงานทุกคน โครงการนี้จึงเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนของกลุ่มบริษัทศรีตรังในมิติความยั่งยืนทางสังคม และสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการดูแลบุคลากรอย่างรอบด้านและต่อเนื่อง

การบริหารค่าตอบแทนอย่างเป็นธรรมและการคำนึงถึงค่าครองชีพ

บริษัทฯ กำหนดโครงสร้างค่าตอบแทนโดยคำนึงถึงความรู้ ความสามารถ ความรับผิดชอบของตำแหน่งงาน ผลการปฏิบัติงานผ่านระบบตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน (Key Performance Indicator: KPI) และสภาพตลาดแรงงาน รวมถึง การเปรียบเทียบกับอุตสาหกรรมเดียวกัน เพื่อให้ค่าตอบแทนมีความสามารถในการแข่งขันและเป็นธรรมต่อพนักงานทุกระดับ ซึ่งการกำหนดตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงานผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการเพื่อสอบทานความเหมาะสมของตัวชี้วัดและเป้าหมาย โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติบนพื้นฐานของเพศ, อายุ, เชื้อชาติ, ศาสนา หรือสถานะอื่นใด (GRI 2-19, 2-20)

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังตระหนักถึงความสำคัญของค่าครองชีพในการดำรงชีวิตของพนักงาน และนำข้อมูลค่าครองชีพพื้นฐานของประเทศมาเป็นปัจจัยประกอบในการพิจารณากำหนดค่าตอบแทนให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ, อัตราเงินเฟ้อ และค่าครองชีพที่เปลี่ยนแปลงไป โดยกำหนดอัตราค่าจ้างพื้นฐานให้สอดคล้องและสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำตามกฎหมายแรงงาน พร้อมจัดให้มีค่าตอบแทนเพิ่มเติม อาทิ เงินค่าประสิทธิภาพการทำงาน, เงินค่าขยัน, เงินจูงใจตามผลการปฏิบัติงานอื่นๆ เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพและส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของพนักงาน

สำหรับค่าตอบแทนผู้บริหาร บริษัทฯ มีคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกำกับดูแลการกำหนดค่าตอบแทนให้มี ความเหมาะสม โปร่งใส และสอดคล้องกับบทบาทหน้าที่ ความรับผิดชอบ และผลการดำเนินงานของบริษัทฯ โดยมีการเชื่อมโยงค่าตอบแทนกับผลการดำเนินงานทั้งด้านการเงินและด้านความยั่งยืน เพื่อส่งเสริมการบริหารงานอย่างมีความรับผิดชอบและสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กรในระยะยาว

ในปี 2568 พนักงานร้อยละ 100 ได้รับการประเมินผลการปฏิบัติงานประจำปีตาม KPIs ของแต่ละหน่วยงาน ซึ่งได้รับการทบทวนผลการปฏิบัติงานและการพัฒนาอาชีพอย่างสม่ำเสมอ (GRI 404-3)

อัตราส่วนค่าตอบแทนเฉลี่ยพนักงานหญิงต่อพนักงานชาย (จำแนกตามระดับ)

อัตราส่วนค่าตอบแทนคิดเฉพาะเงินเดือน

อัตราส่วนค่าตอบแทนรวมเงินเดือน โบนัส และค่าตอบแทนอื่นๆ