การดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม
การดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม

ระบบการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม (GRI 3-3)

บริษัทฯ นำระบบมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001:2015 ซึ่งครอบคลุมทั้งในด้านการใช้ทรัพยากร และ การควบคุมมลพิษ เพื่อเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง กำหนดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและ แนวทางการดำเนินงาน โดยมีตัวแทนฝ่ายบริหารระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมร่วมกับคณะผู้ประสานงานของระบบบริหารงาน คุณภาพ ความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม (QSE) ควบคุมดูแลโดยใช้กลไกการตรวจติดตามภายใน (Internal Audit) ของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 รวมถึงการติดตามแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับบริษัทฯ อย่างใกล้ชิด และรายงานผลการดำเนินงานต่อฝ่ายบริหาร

ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้กำหนดเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม ระยะสั้น KPI ประจำปีของบริษัทฯ ตามมาตรฐาน ISO 14001 และเป้าหมายระยะกลางถึงระยะยาว 5-10 ปี เพื่อให้การดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมสอดคล้องตามนโยบาย และสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ดังนี้

บริษัทฯ ได้ประกาศ นโยบายสิ่งแวดล้อม เพื่อสื่อสารและเป็นแนวทางให้ทุกส่วนงานปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกัน โดยมีการกำหนดวัตถุประสงค์ เป้าหมาย แผนงาน และกิจกรรมต่างๆ ด้านสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงการติดตามทบทวน ผลการดำเนินการทุกปี ภายใต้คำขวัญที่ว่า

“อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม พร้อมถนอมและ
รักษาศรีตรังจะพัฒนา นำคุณค่าสู่สังคม”

นโยบายสิ่งแวดล้อม เป็นหน้าที่ที่ทุกคนในองค์กรต้องปฏิบัติ เพื่อคุณภาพชีวิตของพนักงาน ลูกค้า ชุมชน สังคมและ อนุชนรุ่นหลัง โดยบริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มีนโยบายดำเนินการดังนี้

  • ปฏิบัติตามข้อกฎหมาย กฎระเบียบ และข้อกำหนดต่างๆ ของทางราชการ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม
  • ทำการป้องกัน ลดการเกิดของเสีย และสนับสนุนการนำกลับมาใช้ใหม่ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด
  • ปรับปรุง และพัฒนาระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง และสม่ำเสมอ โดยการตรวจและติดตาม
  • มุ่งเน้นอนุรักษ์ ทรัพยากร และพลังงาน โดยการใช้งานเท่าที่จำเป็น และให้เกิดประโยชน์สูงสุด
  • ให้การศึกษา และฝึกอบรมด้านสิ่งแวดล้อมกับพนักงาน รวมถึงผู้เข้ามาทำงานภายใต้องค์กร เพื่อกระตุ้นและ ปลูกจิตสำนึก ให้มีความตระหนัก และป้องกันปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
  • เปิดเผยและเผยแพร่นโยบายสิ่งแวดล้อมต่อผู้มีส่วนได้เสีย

บริษัทฯ กำหนดเป้าหมายการได้รับการรับรองระบบมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 ร้อยละ 100 ของโรงงานทั้งหมดในประเทศไทย

ทั้งนี้ เพื่อให้ระบบการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมของบริษัทฯ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมการดำเนินงานทั้งภายในและภายนอก สามารถตอบสนองต่อความต้องการและความคาดหวังของชุมชน รวมถึงการสร้างสภาพ ความเป็นอยู่ที่ดีของคนในชุมบริเวณโดยรอบโรงงาน บริษัทฯ ดำเนินการสำรวจชุมชนโดยรอบพื้นที่โรงงานในรัศมี 5 กิโลเมตร อย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีหัวข้อการสำรวจทั้งหมด 5 ด้าน ได้แก่ มลพิษทางน้ำ อากาศ กลิ่น เสียง และสิ่งปฏิกูลและ วัสดุไม่ใช้แล้ว โดยสรุปผลการสำรวจประจำปี 2568 พบว่าชุมชนได้รับผลกระทบน้อยจนถึงไม่ได้ผลกระทบด้านลบอย่างมีนัยสำคัญ

การสำรวจผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินกิจกรรมของบริษัทฯ ต่อชุมชน

การสร้างวัฒนธรรมสีเขียว

บริษัทฯ มุ่งสร้างวัฒนธรรมด้านสิ่งแวดล้อมให้เกิดขึ้นกับพนักงานในองค์กร ด้วยการสื่อสารผ่านบอร์ดประชาสัมพันธ์ ไวนิล เสียงตามสาย Morning Talk การอบรม และกิจกรรมโครงการต่างๆ เพื่อรณรงค์และสร้างจิตสำนึก ให้พนักงาน ตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรและพลังงานอย่างคุ้มค่า โดยใช้เท่าที่จำเป็น และให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งภายในและภายนอกองค์กร ผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น กิจกรรมตอบคำถามสิ่งแวดล้อมประจำเดือน การปั่นจักรยานในโรงงานและบ้านพักพนักงาน การนำโปรแกรมและระบบประมวลผลต่างๆ มาใช้เพื่อลดการใช้กระดาษ โครงการลดใช้ = ลด waste และ โครงการขยะแลกไข่ เพื่อรณรงค์การคัดแยกขยะตามประเภท สนับสนุนการนำกลับไปใช้ใหม่และลดปริมาณขยะที่ส่งกำจัด ตลอดจนการเพิ่มพื้นที่สีเขียวทั้งภายในองค์กรและการมีส่วนร่วมปลูกป่า สร้างฝายร่วมกับชุมชนและหน่วยงานภาครัฐ โดยตั้งเป้าหมายให้การดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัทฯ สอดคล้องตามเกณฑ์ อุตสาหกรรมสีเขียวระดับที่ 4 วัฒนธรรมสีเขียว ของกรมโรงงานอุตสาหกรรม

การรณรงค์การคัดแยกขยะ

การปั่นจักรยานในโรงงานและบ้านพักพนักงาน

ทั้งนี้ บริษัทฯ จัดให้มีการทบทวนความรู้ประจำปีและอบรมหลักสูตรด้านสิ่งแวดล้อมให้กับพนักงานตามแผนการฝึกอบรมทั้งภายในและภายนอกองค์กร และโครงการฝึกอบรมที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมทั้งหมด 61 หลักสูตร เช่น Science-based Targets initiative (SBTi), ISO 14001:2015 Requirements & Environmental Aspect, ISO14064-1: 2018 ข้อกำหนดและข้อแนะนำระดับองค์กรสำหรับการวัดปริมาณและการรายงานผลการปล่อยและการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก, ISO 14067: ทำความเข้าใจและการจัดการคาร์บอนฟุตพริ้นต์ของผลิตภัณฑ์, ความรู้เบื้องต้นวิศวกรรมพลังงาน, โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ติดตั้งร่วมกับแบตเตอร์รี่ (SPP Hybrid), Decarbonization & Smart Energy Solution by Mitsubishi Electric โซลูชันการจัดการพลังงาน เพื่อลดคาร์บอนอย่างยั่งยืน, การจัดการเหตุฉุกเฉินด้านสิ่งแวดล้อม, การจัดการขยะและวัสดุไม่ใช้แล้ว, การปฏิบัติงานและควบคุมระบบบำบัดน้ำเสีย, การควบคุมคุณภาพน้ำทิ้ง, การการบ่งชี้ลักษณะปัญหา และการประเมินหาลักษณะปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มีนัยสำคัญ, การควบคุมข้อร้องเรียนและข้อเสนอแนะด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และอื่นๆ เป็นต้น ซึ่งเป็นการบูรณาการความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติงาน เพื่อเสริมสร้างการดำเนินงานที่ดีด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมให้กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกระดับอย่างสม่ำเสมอ โดยในปี 2568 มีจำนวนพนักงานเข้าร่วมอบรมโดยจัดเป็นหมวดหมู่ดังนี้ ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม 1,155 คน การจัดการก๊าซเรือนกระจกหรือการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 3,148 คน การจัดการมลพิษ 338 คน และการบริหารจัดการชุมชน 8 คน

หุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Green Bond)

บริษัทฯ ให้ความสำคัญและมีความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างการเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืน บริษัทฯ จึงได้มีการริเริ่มพัฒนากรอบหลักเกณฑ์การระดมทุนเพื่อโครงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อลงทุนและ/หรือชำระคืนหนี้เดิม (Refinance) ของโครงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมใหม่หรือโครงการที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งบริษัทฯ มีโครงการด้านสิ่งแวดล้อมทั้งหมด 5 โครงการ ได้แก่

ประเภทโครงการ ชื่อโครงการ รายละเอียดโครงการ สถานที่โครงการ
(โรงงานสาขา)
จำนวนเงินลงทุน
(ล้านบาท)
จำนวนการติดตั้ง ผลการดำเนินการ
โครงการด้านพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) โครงการติดตั้งระบบ Solar Rooftop และ Solar Floating ทั้งแบบบนหลังคา (Solar Rooftop) และแบบลอยน้ำ (Solar Floating) เพื่อใช้ทดแทนการใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลากลางวัน ลดการพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าจากภายนอกและส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด หาดใหญ่
สุราษฎร์ธานี
สะเดา พี.เอส.
118.25 4.94 MWp
  1. ลดการใช้ไฟฟ้ารวม 6,921,101
  2. กิโลวัตต์-ชั่วโมงต่อปี
  3. ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้รวม 3,288 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
โครงการด้านการป้องกันและจัดการมลพิษ (Pollution Prevention and Control) โครงการติดตั้งบอยเลอร์ขนาด 20 ตัน ทดแทนบอยเลอร์ขนาด 10 ตัน ติดตั้งบอยเลอร์ประสิทธิภาพสูงขนาด 20 ตัน พร้อมระบบบำบัดอากาศแบบ Multicyclone และ Bag Filter เพื่อทดแทนบอยเลอร์เดิมขนาด 10 ตัน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพลังงานไอน้ำและลดการปล่อยมลพิษทางอากาศ หาดใหญ่ 73.45 1 ชุด
  1. ลดการใช้ไม้ได้ 4,250 ตันต่อปี
  2. ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 818 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
โครงการด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Energy Efficiency) โครงการเปลี่ยนเครื่องปรับอากาศประสิทธิภาพสูง ปรับเปลี่ยนเครื่องปรับอากาศรุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูงกว่าและไม่ใช้สารทำความเย็น R22 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและลดการปล่อยสารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน หาดใหญ่ 31.60 12 เครื่อง
  1. ลดการใช้ไฟฟ้าได้ 30 กิโลวัตต์-ชั่วโมงต่อปี
  2. ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 14 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
โครงการด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Energy Efficiency) โครงการติดตั้งระบบ Auto Blow ติดตั้งระบบระบบ Auto Blow เพื่อลดการใช้พลังงานลมในกระบวนการถอดถุงมือ เพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนด้านพลังงาน ตรัง
  1. 60
โครงการด้านการขนส่งที่สะอาด (Clean Transportation) โครงการเปลี่ยนยานพาหนะใช้น้ำมันเป็นยานพาหนะไฟฟ้า (รถโฟล์คลิฟท์ รถตัก และรถจักรยานยนต์) ดำเนินการเปลี่ยนรถโฟล์คลิฟท์ รถตัก และรถจักรยานยนต์ จากระบบน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นระบบไฟฟ้า เพื่อลดการใช้น้ำมันและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้งานยานพาหนะ หาดใหญ่ ตรัง 18.80 20 คัน
  1. ลดการใช้การใช้น้ำมันดีเซลรวม 119,956 ลิตรต่อปี
  2. ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้รวม 206 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

กลยุทธ์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (GRI 3-3)

การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GRI 305)

บริษัทฯ ตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจและสังคมโดยรวม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่เพียงแต่เป็นความท้าทายที่สำคัญ แต่ยังเป็นโอกาสในการสร้างความยั่งยืนและความเจริญเติบโตในระยะยาว อีกทั้งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังเป็นประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนของบริษัทฯ ซึ่งได้ผ่านการพิจารณาและอนุมัติจากคณะกรรมการบรรษัทภิบาลและการพัฒนาเพื่อความยั่งยืนและคณะกรรมการบริษัท

ดังนั้น เพื่อแสดงความมุ่งมั่นในการลดผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อสนับสนุนความสอดคล้องกับข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ที่มีเป้าหมายหลักในการควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส เทียบจากยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม และพยายามควบคุมไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียสและสนับสนุนการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มโอกาสในการสร้างคุณค่าให้กับผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม บริษัทฯ ได้กำหนดแนวทางการดำเนินงาน ดังนี้

การกำกับดูแล

คณะกรรมการบริษัทได้มอบหมายให้ คณะกรรมการบรรษัทภิบาลและการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน ซึ่งประกอบด้วย กรรมการผู้จัดการใหญ่, ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาความยั่งยืน และผู้อำนวยการสายงานบัญชีและการเงิน ทำหน้าที่ กำกับดูแล ตรวจสอบ และติดตาม ตลอดจนกำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติในการบริหารจัดการประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ทั้งนี้ เพื่อให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ คณะกรรมการบรรษัทภิบาลและการพัฒนาเพื่อความยั่งยืนได้มีการประชุมร่วมกับคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อหารือในประเด็นความเสี่ยงและโอกาส ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนและการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศให้สอดคล้องกับ การเปลี่ยนแปลงของปัจจัยแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจ รวมถึงกลยุทธ์ในการบริหารจัดการธุรกิจภายใต้ความเสี่ยงที่ยอมรับได้และต้นทุนที่เหมาะสมแก่บริษัทฯ

(รายละเอียดของโครงสร้างการกำกับดูแล บทบาทและหน้าที่ของคณะกรรมการ ฝ่ายจัดการและส่วนงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของบริษัทฯ สามารถดูเพิ่มเติมได้ในรายงานประจำปี บนเว็บไซต์บริษัทฯ https://www.sritranggloves.com/th/investor-relations/downloads/yearly-reports )

การจัดการความเสี่ยง

ฝ่ายบริหารความเสี่ยงและฝ่ายพัฒนาความยั่งยืนได้พัฒนากระบวนการประเมินและจัดการความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยประชุมร่วมกับฝ่ายบริหาร คณะทำงานด้านความเสี่ยง และฝ่ายพัฒนาความยั่งยืน เพื่อประเมินความเสี่ยงและโอกาสจากสถานการณ์ที่เกี่ยวข้อง ทำให้บริษัทฯ สามารถรับมือกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับกรอบการทำงานของ Task Force on Climate-related Financial Disclosures (TCFD) และ IFRS S2 (International Financial Reporting Standard S2) เพื่อระบุ ประเมิน และจัดลำดับความสำคัญ ของความเสี่ยงและโอกาสที่อาจเกิดขึ้นกับธุรกิจ ในระยะสั้น (พ.ศ. 2573 หรือ ค.ศ. 2030) ระยะกลาง (พ.ศ. 2593 หรือ ค.ศ. 2050) และระยะยาว (> พ.ศ. 2593)

ความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

คำอธิบาย: ฝนตกหนักและเกิดน้ำท่วมฉับพลัน อาจส่งผลให้ธุรกิจหยุดชะงัก จากการขาดแคลนแรงงานและวัตถุดิบ รวมถึง อาจเกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน ความปลอดภัยของพนักงาน และไม่สามารถส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้าได้ตามระยะเวลาที่กำหนด อีกทั้ง อาจเกิดน้ำเสียรั่วไหลออกสู่สิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและรายได้ของบริษัทฯ
ผลกระทบตามช่วงเวลา: ระยะสั้น (2573) และระยะกลาง (2593)
ระดับความเสี่ยงและโอกาส: กลาง
ผลกระทบทางการเงินที่อาจเกิดขึ้น: ค่าใช้จ่าย ด้านการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร เพื่อซ่อมแซม ฟื้นฟู หรือ ป้องกันความเสียหายจากเหตุการณ์ ต้นทุน การดำเนินงานเพิ่มขึ้น จากการซ่อมบำรุงฉุกเฉิน การขนส่งทางเลือก การดูแลแรงงาน และ ราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น เป็นต้น การสูญเสียผลผลิต ผลผลิตลดลงชั่วคราว อาจกระทบต่อรายได้และ โอกาสการขาย
การตอบสนองและแผนการปรับตัว: บริหารจัดการทรัพยากรต่างๆ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด มีแผนระงับเหตุฉุกเฉิน (Emergency Plan) เช่น กระสอบทราย, ปั๊มสูบน้ำ และล้อมรั้วรอบจุดเสี่ยง เป็นต้น และแผนบริหารความต่อเนื่องธุรกิจ (BCP) บริหารจัดการ Stock วัตถุดิบ และผลิตภัณฑ์ ให้สอดคล้องกับแต่ละสถานการณ์ เพื่อป้องกันความขาดแคลน เช่น สำรองวัตถุดิบสำคัญให้เพียงพอในช่วงวิกฤต (เช่น สารเคมี, คลอรีน, ไม้ฟืน และบรรจุภัณฑ์) รวมถึง การสรรหา ซัพพลายเออร์ทางเลือก ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการผลิตให้เหมาะสมกับความเพียงพอของวัตถุดิบ เช่น ผลิตถุงมือ ยางสังเคราะห์ทดแทนยางธรรมชาติ วางแผนและตรวจเช็คโครงสร้างโกดังสินค้า พร้อมปรับปรุงให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และความเสี่ยง จัดเตรียมที่พักชั่วคราวและรถรับส่งให้พนักงาน หากอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย จัดตั้งศูนย์ War Room เพื่อสื่อสาร ประชาสัมพันธ์ และติดตามสถานการณ์เรียลไทม์ หากไม่สามารถส่งมอบสินค้าได้ ให้ดำเนินการส่งสินค้าจากโรงงานสาขาใกล้เคียง หรือ เจรจากับลูกค้าเพื่อขยายระยะเวลาการส่งมอบ
คำอธิบาย: เหตุการณ์ฝนตกหนัก พายุหมุนเขตร้อน และพายุโซนร้อนที่มีความรุนแรงอาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน และทำให้ธุรกิจหยุดชะงัก จากการขาดแคลนวัตถุดิบน้ำยางธรรมชาติ และไม้ฟืนที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงในหม้อไอน้ำ (บอยเลอร์) รวมถึงการส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้าไม่เป็นไปตามระยะเวลาที่กำหนดได้
ผลกระทบตามช่วงเวลา: ระยะสั้น (2573) และระยะกลาง (2593)
ระดับความเสี่ยงและโอกาส: กลาง
ผลกระทบทางการเงินที่อาจเกิดขึ้น: ค่าใช้จ่าย ด้านการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร เพื่อซ่อมแซม ฟื้นฟู หรือ ป้องกันความเสียหายจากเหตุการณ์ ต้นทุน การดำเนินงานเพิ่มขึ้น จากการซ่อมบำรุงฉุกเฉิน การขนส่งทางเลือก การดูแลแรงงาน และ ราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น เป็นต้น การสูญเสียผลผลิต ผลผลิตลดลงชั่วคราว อาจกระทบต่อรายได้และ โอกาสการขาย
การตอบสนองและแผนการปรับตัว: บริหารจัดการทรัพยากรต่างๆ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด มีแผนระงับเหตุฉุกเฉิน (Emergency Plan) เช่น กระสอบทราย, ปั๊มสูบน้ำ และล้อมรั้วรอบจุดเสี่ยง เป็นต้น และแผนบริหารความต่อเนื่องธุรกิจ (BCP) บริหารจัดการ Stock วัตถุดิบ และผลิตภัณฑ์ ให้สอดคล้องกับแต่ละสถานการณ์ เพื่อป้องกันความขาดแคลน เช่น สำรองวัตถุดิบสำคัญให้เพียงพอในช่วงวิกฤต (เช่น สารเคมี, คลอรีน, ไม้ฟืน และบรรจุภัณฑ์) รวมถึง การสรรหา ซัพพลายเออร์ทางเลือก ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการผลิตให้เหมาะสมกับความเพียงพอของวัตถุดิบ เช่น ผลิตถุงมือ ยางสังเคราะห์ทดแทนยางธรรมชาติ วางแผนและตรวจเช็คโครงสร้างโกดังสินค้า พร้อมปรับปรุงให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และความเสี่ยง จัดเตรียมที่พักชั่วคราวและรถรับส่งให้พนักงาน หากอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย จัดตั้งศูนย์ War Room เพื่อสื่อสาร ประชาสัมพันธ์ และติดตามสถานการณ์เรียลไทม์ หากไม่สามารถส่งมอบสินค้าได้ ให้ดำเนินการส่งสินค้าจากโรงงานสาขาใกล้เคียง หรือ เจรจากับลูกค้าเพื่อขยายระยะเวลาการส่งมอบ
คำอธิบาย: ภัยแล้งรุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ฝนทิ้งช่วงยาวนาน และปรากฏการณ์เอลนีโญ อาจทำให้ปริมาณน้ำฝนลดลง ส่งผลให้ขาดแคลนน้ำในกระบวนการผลิต และกระทบต่อคุณภาพการผลิตจากการใช้น้ำหมุนเวียนที่ไม่ได้มาตรฐาน นอกจากนี้ อาจส่งผลต่อปริมาณและคุณภาพของน้ำยางธรรมชาติในตลาดลดลง ทำให้ขาดแคลนวัตถุดิบ กระทบกำลังการผลิตของโรงงาน ชะลอตัวหรือหยุดชะงักได้
ผลกระทบตามช่วงเวลา: ระยะกลาง(2593) และระยะยาว (>2593)
ระดับความเสี่ยงและโอกาส: กลาง
ผลกระทบทางการเงินที่อาจเกิดขึ้น: ค่าใช้จ่าย ด้านการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร เพื่อซ่อมแซม ฟื้นฟู หรือ ป้องกัน ความเสียหายจากเหตุการณ์ ต้นทุนการดำเนินงานเพิ่มขึ้น จากการซ่อมบำรุงฉุกเฉิน การขนส่งทางเลือก การดูแลแรงงาน ค่าใช้จ่ายสำรองน้ำ และราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น เป็นต้น สูญเสียผลผลิตผลผลิตลดลง อาจกระทบต่อรายได้และโอกาสการขาย
การตอบสนองและแผนการปรับตัว: โครงการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพและประเมินความเสี่ยงพื้นที่เครียดน้ำเพื่อบริหารจัดการน้ำล่วงหน้า รวมถึงการขุดบ่อเพื่อกักเก็บน้ำเพิ่มเติม ปรับเงื่อนไขการใช้น้ำในกระบวนการผลิต เช่น การลด, การใช้ซ้ำ และ การนำกลับมาใช้ใหม่ เป็นต้น ปรับกลยุทธ์สำหรับสัดส่วนในการผลิตให้มี การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
คำอธิบาย: การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสภาวะโลกร้อน ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยสูงขึ้น กระทบต่อปริมาณวัตถุดิบยางธรรมชาติเข้าสู่โรงงาน อาจทำให้กำลังการผลิตถุงมือยางธรรมชาติลดลงส่งผลต่อความต่อเนื่องทางธุรกิจได้ และอาจกระทบสุขภาพประสิทธิภาพการทำงานของแรงงาน โดยเฉพาะผู้ปฏิบัติงานกลางแจ้งท่ามกลางอากาศร้อน
ผลกระทบตามช่วงเวลา: ระยะกลาง (2593) และระยะยาว (>2593)
ระดับความเสี่ยงและโอกาส: ต่ำ
ผลกระทบทางการเงินที่อาจเกิดขึ้น: ค่าใช้จ่าย ด้านการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร เพื่อซ่อมแซม ฟื้นฟู หรือ ป้องกัน ความเสียหายจากเหตุการณ์ ต้นทุนการดำเนินงานเพิ่มขึ้น จากการซ่อมบำรุงฉุกเฉิน การขนส่งทางเลือก การดูแลแรงงาน ค่าใช้จ่ายสำรองน้ำ และราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น เป็นต้น สูญเสียผลผลิตผลผลิตลดลง อาจกระทบต่อรายได้และโอกาสการขาย
การตอบสนองและแผนการปรับตัว: ส่งเสริมให้ปฏิบัติตามนโยบาย และกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องในเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและของเสีย ให้ดีกว่ากฎเกณฑ์ที่กำหนด ส่งเสริมให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียใน Supply Chain ดำเนินธุรกิจตามแนวทางการลดก๊าซ เรือนกระจก และของเสีย จัดกิจกรรม เพื่อรณรงค์รักษาสิ่งแวดล้อม เช่น รณรงค์ให้พนักงานมีการคัดแยกขยะ ทำน้ำหมักชีวภาพ และการปลูกป่า เป็นต้น ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ช่วยลดก๊าซเรือนกระจกและป้องกันภัยพิบัติในอนาคต ใช้พลังงานหมุนเวียน เพื่อช่วยลดก๊าซเรือนกระจก เช่น Solar Cell, EV Car, การใช้เชื้อเพลิง Biomass และ Cogeneration เป็นต้น
คำอธิบาย: การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น เพิ่มความเสี่ยงจากคลื่นพายุซัดฝั่ง น้ำทะเลหนุน และน้ำท่วมในพื้นที่โรงงานชายฝั่ง ซึ่งอาจกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐาน หยุดชะงักการผลิต และทำให้อุปกรณ์เสียหาย อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการกัดเซาะชายฝั่ง น้ำเค็มรุกล้ำ ส่งผลต่อคุณภาพน้ำ วัตถุดิบจากสวนยาง เสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานในระยะยาว
ผลกระทบตามช่วงเวลา: ระยะกลาง (2593) และระยะยาว (>2593)
ระดับความเสี่ยงและโอกาส: กลาง
ผลกระทบทางการเงินที่อาจเกิดขึ้น: ค่าใช้จ่าย ด้านการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร เพื่อซ่อมแซม ฟื้นฟู หรือ ป้องกัน ความเสียหายจากเหตุการณ์ ต้นทุนการดำเนินงานเพิ่มขึ้น จากการซ่อมบำรุงฉุกเฉิน การขนส่งทางเลือก การดูแลแรงงาน ค่าใช้จ่ายสำรองน้ำ และราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น เป็นต้น สูญเสียผลผลิตผลผลิตลดลง อาจกระทบต่อรายได้และโอกาสการขาย
การตอบสนองและแผนการปรับตัว: ส่งเสริมให้ปฏิบัติตามนโยบาย และกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องในเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและของเสีย ให้ดีกว่ากฎเกณฑ์ที่กำหนด ส่งเสริมให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียใน Supply Chain ดำเนินธุรกิจตามแนวทางการลดก๊าซ เรือนกระจก และของเสีย จัดกิจกรรม เพื่อรณรงค์รักษาสิ่งแวดล้อม เช่น รณรงค์ให้พนักงานมีการคัดแยกขยะ ทำน้ำหมักชีวภาพ และการปลูกป่า เป็นต้น ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ช่วยลดก๊าซเรือนกระจกและป้องกันภัยพิบัติในอนาคต ใช้พลังงานหมุนเวียน เพื่อช่วยลดก๊าซเรือนกระจก เช่น Solar Cell, EV Car, การใช้เชื้อเพลิง Biomass และ Cogeneration เป็นต้น
คำอธิบาย: หากประเทศไทยมีการบังคับใช้กลไกราคาคาร์บอน เช่น Carbon Tax หรือ Emissions Trading Scheme (ETS) บริษัทฯ จะมีต้นทุนเพิ่มเติมจากภาษีคาร์บอน และอาจต้องมีการซื้อคาร์บอนเครดิต เพื่อชดเชยการปล่อย ก๊าซเรือนกระจกได้
ผลกระทบตามช่วงเวลา: ระยะสั้น (2573) และระยะกลาง (2593)
ระดับความเสี่ยงและโอกาส: สูง
ผลกระทบทางการเงินที่อาจเกิดขึ้น: ต้นทุนเพิ่มจากภาษีคาร์บอน
การตอบสนองและแผนการปรับตัว: บริษัทฯ กำหนดนโยบายและเป้าหมาย ด้านการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างชัดเจน ครอบคลุมทุกกระบวนการที่เกี่ยวข้อง ติดตามและปรับตัวตามกฎหมายและกฎระเบียบด้านก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง ผลักดันให้คู่ค้าและซัพพลายเออร์ดำเนินการสอดคล้องกับนโยบายและเป้าหมายของ บริษัทฯ
คำอธิบาย: หากมีการกำหนดให้ต้องรายงาน การปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคบังคับและการเปิดเผยข้อมูลคาร์บอน ฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ ส่งผลให้ต้องมีการลงทุนจัดการข้อมูลอย่างเป็นระบบ หากไม่สามารถปฏิบัติให้มี ความโปร่งใส สอดคล้องกับมาตรฐานสากล อาจกระทบต่อ ความเชื่อมั่นของลูกค้าและการเข้าถึงตลาดต่างประเทศ
ผลกระทบตามช่วงเวลา: ระยะสั้น (2573) และระยะกลาง (2593)
ระดับความเสี่ยงและโอกาส: กลาง
ผลกระทบทางการเงินที่อาจเกิดขึ้น: ต้นทุนการจัดการข้อมูล ค่าใช้จ่ายในการจัดทำรายงานและการทวนสอบ
การตอบสนองและแผนการปรับตัว: มีการจัดทำรายงานและดำเนินการทวนสอบข้อมูลอย่างโปร่งใส ตามมาตรฐานองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (อบก.) และISO 14064-1 เป็นประจำทุกปี บริหารจัดการและติดตามข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่องรายเดือนผ่านระบบดิจิทัล เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามกลยุทธ์ Net Zero
คำอธิบาย: การเปลี่ยนแปลงนโยบายพลังงานและราคาคาร์บอนทำให้ต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบผันผวน และเพิ่มความต้องการใช้พลังงานทดแทน เช่น ชีวมวล ซึ่งอาจถูกกำหนดให้ต้องมีมาตรฐานความยั่งยืนและการตรวจสอบย้อนกลับ ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตและการแข่งขันในอนาคต
ผลกระทบตามช่วงเวลา: ระยะสั้น (2573) และระยะกลาง (2593)
ระดับความเสี่ยงและโอกาส: กลาง
ผลกระทบทางการเงินที่อาจเกิดขึ้น: ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น
การตอบสนองและแผนการปรับตัว: บริษัทฯ มีการส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน ได้แก่ การใช้เชื้อเพลิงจาก Biomass และการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ รวมถึง การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานและ การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า
คำอธิบาย: แรงกดดันด้านกฎระเบียบและเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผลักดันให้อุตสาหกรรมเร่งนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมคาร์บอนต่ำมาใช้ หากยังพึ่งพาเทคโนโลยีที่ปล่อยคาร์บอนสูง อาจเผชิญความเสี่ยงสินทรัพย์เสื่อมราคาและสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน
ผลกระทบตามช่วงเวลา: ระยะกลาง (2593)
ระดับความเสี่ยงและโอกาส: กลาง
ผลกระทบทางการเงินที่อาจเกิดขึ้น: ต้นทุนการลงทุนปรับปรุงหรือทดแทนเทคโนโลยีเดิม
การตอบสนองและแผนการปรับตัว: บริษัทฯ ประกาศนโยบายและเป้าหมายที่ชัดเจน เพื่อผลักดันนโยบายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น การติดตั้ง Solar Cell และการใช้รถยนต์ไฟฟ้า มีการวางแผนและจัดสรรเงินทุน เพื่อเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจก เช่น การออก Green Bond ระดมทุนสนับสนุนโครงการด้านสิ่งแวดล้อม และ Sustainability-linked Financing มีหน่วยงานที่ศึกษาเทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น แบตเตอรี่กักเก็บพลังงานไฟฟ้า เป็นต้น
คำอธิบาย: พฤติกรรมผู้บริโภคและความสนใจของนักลงทุนที่มุ่งเน้นด้านสิ่งแวดล้อม และ ESG เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ความต้องการผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนและปล่อยคาร์บอนต่ำเติบโตอย่างต่อเนื่อง หากบริษัทฯ ไม่สามารถปรับตัวได้ทัน อาจส่งผลกระทบต่อส่วนแบ่งทางการตลาด การสูญเสียรายได้ และภาพลักษณ์ชื่อเสียงได้
ผลกระทบตามช่วงเวลา: ระยะสั้น (2573) และระยะกลาง (2593)
ระดับความเสี่ยงและโอกาส: ต่ำ
ผลกระทบทางการเงินที่อาจเกิดขึ้น: อาจกระทบรายได้ในกลุ่มลูกค้าที่เน้นความยั่งยืน
การตอบสนองและแผนการปรับตัว: บริษัทฯ มีการปรับแผนกลยุทธ์ให้เหมาะกับแต่ละสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง สำรวจตลาด และพัฒนาผลิตภัณฑ์ตาม ความต้องการของลูกค้า
คำอธิบาย: การตรวจสอบจากลูกค้า, ผู้ทวนสอบภายนอก, นักลงทุน, หน่วยงานกำกับดูแล, NGO และชุมชน ช่วยผลักดันให้ บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนและโปร่งใส สอดคล้องกับมาตรฐาน ESG หากไม่สามารถปฏิบัติได้อย่างเหมาะสม อาจกระทบต่อ ความน่าเชื่อถือ ชื่อเสียง การเข้าถึงเงินทุน และเพิ่มความคาดหวังจากสังคมให้บริษัทฯ ต้องเร่งปรับตัว
ผลกระทบตามช่วงเวลา: ระยะสั้น (2573) และระยะกลาง (2593)
ระดับความเสี่ยงและโอกาส: ต่ำ
ผลกระทบทางการเงินที่อาจเกิดขึ้น: ต้นทุน การดำเนินงานเพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดและมาตรฐาน
การตอบสนองและแผนการปรับตัว: การเข้าร่วมเป็นสมาชิกเครือข่ายคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทย (TCNN) เข้าร่วมโครงการขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก เช่น T-VER และ LESS รวมถึงการขอการรับรองฉลากคาร์บอนของผลิตภัณฑ์ต่างๆ
คำอธิบาย: การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ส่งผลให้เกิดการใช้พลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ชีวมวล และพลังงานทดแทนอื่นๆ ในโรงงานและกระบวนการผลิตต่างๆ ช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาพลังงาน ลดก๊าซเรือนกระจก และลดต้นทุนพลังงานในระยะยาว
ผลกระทบตามช่วงเวลา: ระยะสั้น (2573) และระยะกลาง (2593)
ระดับความเสี่ยงและโอกาส: สูงมาก
ผลกระทบทางการเงินที่อาจเกิดขึ้น: ต้นทุนพลังงานลดลง สิทธิประโยชน์ด้านภาษี
การตอบสนองและแผนการปรับตัว: ในปี 2568 บริษัทฯ มีการดำเนินโครงการติดตั้ง Solar Cell ในโรงงาน รวม 14.72 MWp และจะดำเนินการต่อเนื่อง เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามกลยุทธ์ Net Zero
คำอธิบาย: โอกาสในการพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิตในประเทศไทยและสากล เช่น T-VER และมาตรฐานสากล (เช่น Verra, Gold Standard) เพื่อการสร้างมูลค่าเพิ่มจากคาร์บอนเครดิตและเสริมภาพลักษณ์องค์กรในฐานะผู้พัฒนา การโครงการกักเก็บคาร์บอนและ/หรือ โครงการพลังงานสะอาด
ผลกระทบตามช่วงเวลา: ระยะสั้น (2573) และระยะกลาง (2593)
ระดับความเสี่ยงและโอกาส: สูง
ผลกระทบทางการเงินที่อาจเกิดขึ้น: รายได้เพิ่มเติมจากคาร์บอนเครดิต
การตอบสนองและแผนการปรับตัว: บริษัทฯ มีการพัฒนาโครงการ T-VER จากโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ และ มีแผนระยะยาวร่วมกับ STA ในการเตรียมศึกษาการกักเก็บคาร์บอน (Carbon sink) และเทคโนโลยีกักเก็บคาร์บอน เช่น BECCS และ Biochar เพื่อสร้างพอร์ตคาร์บอนเครดิตคุณภาพสูง รองรับเป้าหมาย Net Zero ของกลุ่มบริษัทศรีตรังและโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ
คำอธิบาย: มีแนวโน้มความต้องการสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและคาร์บอนต่ำ บริษัทฯ มองเห็นโอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยสินค้าที่ปราศจาก การตัดไม้ทำลายป่าหรือทำให้ป่าเสื่อมโทรม (EU Deforestation Regulation: EUDR) และแนวคิด “Clean World Clean Gloves” ตลอดจน มีการผลิตด้วยน้ำยาง EUDR ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม ส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดี และเกิดรายได้จากผลิตภัณฑ์ยั่งยืนและคาร์บอนต่ำ
ผลกระทบตามช่วงเวลา: ระยะสั้น (2573) และระยะกลาง (2593)
ระดับความเสี่ยงและโอกาส: สูง
ผลกระทบทางการเงินที่อาจเกิดขึ้น: โอกาสขยายตลาด รายได้เพิ่มขึ้น เสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน
การตอบสนองและแผนการปรับตัว: บริษัทฯ สนับสนุนและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ได้แก่ ถุงมือยางธรรมชาติโปรตีนต่ำ (ไม่ก่อการแพ้ ย่อยสลายได้), ถุงมือ Double Chlorination, ถุงมือ High Risk 300 มม., ถุงมือไนไตรล์ปราศจากสารตัวเร่ง และ ถุงมือจากน้ำยางตามมาตรฐาน EUDR และ ได้มีการขอการรับรองมาตรฐาน CFP (Carbon Footprint Product) จากอบก.

บริษัทฯ ได้ดำเนินการวิเคราะห์ฉากทัศน์ด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Scenarios) เพื่อประเมินความเสี่ยงและโอกาสด้านสภาพภูมิอากาศที่มีนัยสำคัญที่สุดต่อการดำเนินงาน โดยอ้างอิงกรอบ Shared Socioeconomic Pathways (SSPs) ของ IPCC ร่วมกับสมมติฐานของ International Energy Agency (IEA) และข้อมูลจากงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อคาดการณ์แนวโน้มด้านสภาพภูมิอากาศและผลกระทบต่อธุรกิจอย่างรอบด้านในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว

การวิเคราะห์ฉากทัศน์ด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Scenario Analysis)

ความเสี่ยงและโอกาสที่
เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ

ระดับความเสี่ยงและโอกาส

ผลกระทบทางการเงินที่อาจเกิดขึ้น
(Potential Financial Impact)

ฉากทัศน์ (Scenario)

ขอบเขตเวลา

ระยะสั้น (2573)

ระยะกลาง (2593)

ระยะยาว
(>2593)

ความเสี่ยงด้านกายภาพ

  • น้ำท่วม

RCP 2.6 หรือ SSP1 2.6 (1.3 – 2.4 °C)

กลาง

กลาง

กลาง

ในปี 2573 ภายใต้สถานการณ์ต่างๆ ที่ทวีความรุนแรงขึ้น โรงงานจำนวน 3 แห่งจากทั้งหมด 6 แห่งอาจได้รับผลกระทบจาก
น้ำท่วมในบางพื้นที่ โดยประเมินว่ามีผลกระทบทางการเงินที่อาจเกิดขึ้น ขึ้นอยู่กับมูลค่าสินทรัพย์ที่ใช้ในการประกอบธุรกิจของโรงงานนั้นๆ รวมถึงสินค้าคงเหลือทั้งที่อยู่ในรูปของวัตถุดิบ งานระหว่างทำ และสินค้าสำเร็จรูป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของเหตุการณ์และระยะเวลาการหยุดชะงักการผลิต ปัจจุบันบริษัทฯ
มีแผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) สำหรับพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม และใช้ประกันภั
ยทุกประเภท รวมถึงประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก เพื่อลดความเสียหายจากภัยพิบัติและการหยุดดำเนินงาน

RCP 7.0 หรือSSP3 4.5
(2.8 – 4.6 °C)

สูง

สูง

สูง

RCP 8.5 หรือ
SSP5 8.5
(3.3 – 5.7 °C)

สูง

สูง

สูง

ความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนผ่าน

  • กลไกราคาคาร์บอน

IEA Stated Policies (STEPS)

กลาง

กลาง

กลาง

ในปี 2573 ภายใต้สถานการณ์ต่างๆ
บริษัทฯ อาจได้รับผลกระทบจาก
การเปลี่ยนแปลงของกลไกราคาคาร์บอน
ซึ่งขึ้นอยู่กับระดับความเข้มข้นของนโยบายและสัดส่วนการส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภค (ร้อย 0-100) อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นดำเนิน
กลยุทธ์ Net Zero เพื่อลดการปล่อยก๊าซ
เรือนกระจก และเสริมความสามารถใน
การแข่งขันของธุรกิจ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในระยะยาว

IEA Announced Pledges (APS)

สูง

สูง

สูง

IEA Net Zero Emissions (NZE)

สูงมาก

สูงมาก

สูงมาก

โอกาสที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ

  • การใช้พลังงานหมุนเวียน

IEA Stated Policies (STEPS)

กลาง

กลาง

กลาง

ในปี 2573 ภายใต้สถานการณ์ต่างๆ ทิศทางนโยบายภูมิอากาศและพลังงานที่เข้มงวดมากขึ้นอาจทำให้ต้นทุนไฟฟ้ามีความผันผวนสูง โดยเฉพาะส่วนค่า Ft ที่สะท้อนต้นทุนเชื้อเพลิง บริษัทฯ จึงลงทุนพัฒนาโครงการพลังงานแสงอาทิตย์รวมกว่า 52.75 MWp
โดยหากคำนวณจากอัตราค่าไฟฟ้า ณ เดือนธันวาคม 2568 การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ดังกล่าวสามารถช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ ประมาณ 291 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับราคาไฟฟ้าในประเทศไทยและต้นทุนเฉลี่ยตลอดอายุโครงการ

IEA Announced Pledges (APS)

กลาง

สูง

กลาง

IEA Net Zero Emissions (NZE)

สูง

สูง

กลาง

หมายเหตุ: ฉากทัศน์ด้านสภาพภูมิอากาศเป็นแบบจำลองเชิงเทคนิคที่ใช้สมมติอนาคตภายใต้ระดับนโยบายและการปล่อยก๊าซที่แตกต่างกัน
  • หมายเหตุ: ฉากทัศน์ด้านสภาพภูมิอากาศเป็นแบบจำลองเชิงเทคนิคที่ใช้สมมติอนาคตภายใต้ระดับนโยบายและการปล่อยก๊าซที่แตกต่างกัน
  • SSP1–RCP2.6 | IEA NZE: โลกเร่งลดการปล่อยก๊าซอย่างจริงจัง เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ควบคุมอุณหภูมิโลกไม่เกิน 1.5°C
  • SSP3–RCP7.0 | IEA APS: โลกดำเนินนโยบายตามคำมั่นที่ประกาศไว้ แต่การลดคาร์บอนยังไม่เพียงพอ ภาวะโลกร้อนและความแปรปรวนของภูมิอากาศยังเพิ่มขึ้น
  • SSP5–RCP8.5 | IEA STEPS: โลกยังพึ่งพาพลังงานฟอสซิลเป็นหลัก การปล่อยก๊าซสูงต่อเนื่อง อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นรุนแรงและภัยพิบัติเกิดถี่ขึ้น

กลยุทธ์

บริษัทฯ ได้กำหนดกลยุทธ์ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสอดคล้องกับพันธกรณีระดับสากลและระดับประเทศ โดยมุ่งเน้น:

  1. การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ผ่านการปรับปรุงกระบวนการผลิตและการใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูง
  2. การเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทน โดยเฉพาะพลังงานชีวมวลและพลังงานสะอาดอื่นๆ
  3. การเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Technology) ในกระบวนการผลิต
  4. การดำเนินโครงการจัดการคาร์บอน ผ่านกิจกรรมการปลูกป่าและฟื้นฟูระบบนิเวศเพื่อกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้จัดทำประเด็นด้านความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงแนวทางการบริหารจัดการที่ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง คณะกรรมการบรรษัทภิบาลและการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน และได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัท ดังนี้

เส้นทางมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Pathway)

บริษัทฯ มิได้มุ่งเน้นเพียงการปฏิบัติตามกรอบมาตรฐาน SBTi ที่อนุญาตให้มีก๊าซเรือนกระจกส่วนที่เหลือ (Residual Emissions) ไม่เกินร้อยละ 10 แต่มีวิสัยทัศน์ที่จะผลักดันการบริหารจัดการให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) อย่างสมบูรณ์ ภายในปี 2593 โดยมุ่งมั่นดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุกกิจกรรมควบคู่กับการดูดซับคาร์บอนอย่างเต็มประสิทธิภาพ

การบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

บริษัทฯ ตระหนักถึงความเสี่ยงและโอกาสที่เกิดจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีต่อการดำเนินธุรกิจ รวมถึงความจำเป็นในการเสริมสร้างความพร้อมรับมือความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Resilience) บริษัทฯ จึงมีความมุ่งมั่นในการมีส่วนร่วมในลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้สอดคล้องกับข้อตกลงปารีสและเป้าหมายประเทศ ตลอดจนดำเนินการตามแนวทางมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Pathways) ของบริษัทฯ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามเจตนารมณ์ที่บริษัทฯ ได้แสดงไว้

ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินงานดังกล่าวเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีประสิทธิภาพ และเกิดประสิทธิผลตามเป้าหมาย บริษัทฯ จึงแต่งตั้งคณะทำงานการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Working Group) เพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลและขับเคลื่อนการดำเนินงานให้เป็นไปตามที่มุ่งหวัง ทั้งนี้คุณจริญญา จิโรจน์กุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัทฯ ได้ประกาศความมุ่งมั่นในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Commitment) โดยมีการทบทวนและปรับปรุงเป้าหมายให้สอดคล้องกับบริบทการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผลการดำเนินงานสะท้อนสถานการณ์ที่เป็นจริงและสามารถบรรลุได้อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้บริษัทฯ ยังได้สื่อสารความมุ่งมั่นดังกล่าวให้พนักงานทุกระดับทั่วทั้งองค์กรรับทราบและร่วมปฏิบัติ พร้อมทั้งเปิดเผยความมุ่งมั่นนี้ต่อสาธารณะผ่านเว็บไซต์ของบริษัทฯ เพื่อแสดงถึงความโปร่งใสและความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม

เป้าหมายและแผนงานการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

จากผลการประเมินความเสี่ยงและโอกาส บริษัทฯ ได้กำหนดเป้าหมายและแผนงานการลดการปล่อยก๊าซ เรือนกระจกจากกระบวนการธุรกิจ เพื่อมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โดยประยุกต์ใช้ SBTi (Science Based Targets initiative) ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือขององค์กรชั้นนำระดับโลก ประกอบด้วย CDP (Carbon Disclosure Project), UNGC (United Nations Global Compact), WRI (World Resources Institute) และ WWF (World Wide Fund for Nature) ที่ร่วมกันสนับสนุนให้องค์กรต่างๆ ทั่วโลกตั้งเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามมาตรฐานทางวิทยาศาสตร์ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังบริหารจัดการการดำเนินงานให้สอดคล้องและตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (United Nations Sustainable Development Goals: UN SDGs) ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

SDG 7 (Affordable and Clean Energy): การใช้พลังงานหมุนเวียนและการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน

SDG 13 (Climate Action): การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการใช้เทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอนช่วยลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

SDG 15 (Life on Land): การปลูกต้นไม้และฟื้นฟูป่าช่วยรักษาความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศบนบก
แนวทางในการบริหารจัดการ
  • ค้นหาแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีนัยสำคัญและดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) พร้อมทั้งปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานของเครื่องจักรในกระบวนการผลิตให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
  • ปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานของเครื่องจักรในกระบวนการผลิตให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด 
  • ศึกษาและพัฒนาการใช้เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ เช่น เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทน (Renewable Energy) ทั้งจากเชื้อเพลิงชีวมวลและไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ 
  • ปรับเปลี่ยนการใช้เชื้อเพลิงจากฟอสซิลสำหรับยานพาหนะที่ใช้ในกระบวนการผลิต
  • ศึกษาและพัฒนาโครงการลดและดูดกลับคาร์บอนภาคการเกษตรและป่าไม้ เพื่อจัดเก็บปริมาณคาร์บอนเครดิต
  • สร้างความตระหนักรณรงค์ให้กับพนักงานในการร่วมกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากแหล่งกำเนิดทั้งในกระบวนการผลิตและในการดำรงชีวิตประจำวัน
  • ส่งเสริมให้ความรู้แก่คู่ค้าเพื่อสร้างความเข้าใจในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยครอบคลุมทั้งกระบวนการจัดหาวัตถุดิบและการขนส่ง เพื่อให้คู่ค้าสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินงานและร่วมกันสร้างห่วงโซ่อุปทานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
เป้าหมาย

เป้าหมายที่กำหนด ครอบคลุมการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว

  • การลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ (ขอบเขตที่ 1 และ 2) ลงร้อยละ 20 เทียบกับปีฐาน 2567 ภายในปี 2573
  • การลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร (ขอบเขตที่ 1 และ 2) ลงร้อยละ 23 เทียบกับปีฐาน 2567 ภายในปี 2573  
  • การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2593 เทียบกับปีฐาน 2567 

(สามารถดูผลการรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรย้อนหลังได้จากรายงานความยั่งยืน)

ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ (ขอบเขตที่ 1 และ 2)

ปี 2568 โรงงาน 6 แห่ง คือ สาขาหาดใหญ่, สาขาสุราษฎร์ธานี, สาขาตรัง, สาขาชุมพร, สาขาสะเดา พี.เอส. และ สาขาอันวาร์ ได้จัดทำและขึ้นทะเบียนคาร์บอนฟุตพริ้นต์ผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Products: CFP) จำนวนทั้งสิ้น 24 ผลิตภัณฑ์กับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) และ ได้รับการทวนสอบ 4 ตัวชี้วัดเรื่องก๊าซเรือนกระจกตามข้อกำหนดในการคำนวณและรายงานคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization: CFO) ในรอบปี 2568 ด้วยเช่นกัน

การดำเนินงานที่สำคัญในปี 2568
  • บริษัทฯ และโรงงานสาขาตรัง ได้รับการรับรองเป็น "องค์กรผู้นำด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจก (Climate Action Leading Organization: CALO)" จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ร่วมกับคณะทำงานเครือข่ายคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทย โดยโรงงานสาขาตรังเป็นโครงการนำร่อง และขยายผลไปสู่การขอรับรองระดับองค์กร เพื่อให้การดำเนินงานด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจกเป็นไปในทิศทางเดียวกันทั่วทั้งองค์กร ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังได้ขึ้นทะเบียนคำมั่นสัญญามุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ตามแนวทางของ อบก. สะท้อนถึงความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืนและเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและการบรรลุเป้าหมายของประเทศ
  •  โรงงานสาขาหาดใหญ่ ได้รับรางวัลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากโครงการสนับสนุนกิจกรรมการลดก๊าซเรือนกระจก (Low Emission Support Scheme: LESS) จากโครงการดังนี้ (ระยะเวลาขอการรับรองปี 2567)
    • โครงการด้านการจัดการของเสีย จำนวน 4 กิจกรรม สามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ 1,196.4 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า 
    • โครงการด้านพลังงาน จำนวน 1 กิจกรรม สามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ 2,356.4 
      ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
  • โรงงานสาขาสุราษฎร์ธานี ได้รับรางวัลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากโครงการสนับสนุนกิจกรรมการลดก๊าซเรือนกระจก (Low Emission Support Scheme: LESS) จากโครงการดังนี้ (ระยะเวลาขอการรับรองปี 2566-2567)
    • โครงการด้านการจัดการของเสีย จำนวน 2 กิจกรรม สามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ 1,684.6 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่ษ
    • โครงการด้านพลังงาน จำนวน 2 กิจกรรม สามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ 55.0ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
  • โรงงานสาขาตรัง ได้รับรางวัลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากโครงการสนับสนุนกิจกรรมการลดก๊าซเรือนกระจก (Low Emission Support Scheme: LESS) จากโครงการดังนี้ (ระยะเวลาขอการรับรองปี 2566-2567)
    • โครงการด้านการจัดการของเสีย จำนวน 6 กิจกรรม สามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ 3,349.4ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
    • โครงการด้านพลังงาน จำนวน 2 กิจกรรม สามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ 1,299.5 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
  • โรงงานสาขาชุมพร ได้รับรางวัลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากโครงการสนับสนุนกิจกรรมการลดก๊าซเรือนกระจก (Low Emission Support Scheme: LESS) จากโครงการดังนี้ (ระยะเวลาขอการรับรองปี 2567)
    • โครงการด้านการจัดการของเสีย จำนวน 1 กิจกรรม สามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ 126.4ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
    • โครงการด้านพลังงานจำนวน 2 กิจกรรม สามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ 149.2 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

การบริหารจัดการพลังงาน (GRI 3-3)

กระบวนการผลิตถุงมือยางของบริษัทฯ ใช้พลังงานความร้อน ไอน้ำ และไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญซึ่งเป็นต้นทุน การผลิต ประกอบกับโรงงานของบริษัทฯ เป็นโรงงานควบคุม ตามพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535 ซึ่งบริษัทฯ ได้ตระหนักและให้ความสำคัญในการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานในการผลิตมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน เพื่อให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยกำหนดให้มีคณะกรรมการอนุรักษ์พลังงานและผู้รับผิดชอบด้านพลังงานประจำโรงงาน เพื่อบริหารจัดการการใช้พลังงาน ผ่านโครงการอนุรักษ์พลังงานและมาตรการประหยัดพลังงานต่างๆ เช่น การเลือกใช้อุปกรณ์ประหยัดพลังงาน การปรับปรุงกระบวนการทำงาน ตลอดจนส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน โดยบริษัทฯ ใช้เชื้อเพลิงชีวมวล ร้อยละ 100 ในการผลิตพลังงานความร้อนจากหม้อไอน้ำ (Boiler) และมีโครงการการติดตั้งระบบไฟแสงสว่างจากพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อใช้ในกระบวนการผลิต นอกจากช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานไฟฟ้าที่ต้องซื้อ ยังสามารถเพื่อสนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรอีกด้วย (GRI 302)

แนวทางในการบริหารจัดการ

  • กำหนดเป้าหมายและแผนการลดการใช้พลังงานไฟฟ้าและพลังงานความร้อนประจำปี
  • ตรวจสอบความสมบูรณ์ของอุปกรณ์และเครื่องจักรอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพด้านการใช้พลังงานสูงสุด
  • ปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์ของเครื่องจักรให้เป็นอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน
  • ศึกษาและพัฒนานวัตกรรมด้านพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกเพื่อนำมาใช้ภายในบริษัทฯ

ทั้งนี้ เพื่อให้บริษัทฯ บรรลุเป้าหมายการอนุรักษ์พลังงานทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว รวมถึงการสนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการประกอบธุรกิจ คณะกรรมการบรรษัทภิบาลและการพัฒนา เพื่อความยั่งยืน ได้พิจารณาทบทวนแผนงาน และเสนอต่อคณะกรรมการบริษัทเพื่อพิจารณาอนุมัติงบลงทุนในโครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ตั้งแต่ปี 2568-2571 ดังนี้

โดยมีโครงการสำคัญที่ดำเนินการในปี 2568 ดังนี้

บริษัทฯ มุ่งเน้นการใช้ไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานแสงอาทิตย์ ได้แก่ การติดตั้ง Solar Rooftop และ Floating ของทุกโรงงานสาขา (6 โรงงานสาขา) ซึ่งมีกำลังการผลิตติดตั้งทั้งหมด 14.72 เมกะวัตต์ (ปี 2567: 2.97 เมกะวัตต์) ปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้เฉลี่ยเป็นจำนวนทั้งสิ้น 20,632 เมกะวัตต์-ชั่วโมงต่อปี ไฟฟ้าที่ผลิตได้จะถูกนำไปใช้ในกระบวนการผลิตและสำนักงาน ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 2 ไฟฟ้าที่ซื้อจากภายนอก จำนวนทั้งสิ้น 9,800 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ส่งผลให้สามารถลดค่าใช้จ่าย ในการซื้อไฟฟ้าจากภายนอกมาใช้ได้ประมาณ 81 ล้านบาท

การติดตั้งโซลาร์เซลล์บนพื้นที่โรงงาน สาขาชุมพร

การติดตั้งโซลาร์เซลล์บนพื้นที่โรงงาน สาขาตรัง

เป้าหมาย

การลดการใช้พลังงานรวมต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ลงร้อยละ 5.5 เทียบกับปีฐาน 2567 ภายในปี 2570

ผลการดำเนินงาน
ผลการดำเนินงาน

การใช้พลังงานไฟฟ้า

สัดส่วนการใช้พลังงานไฟฟ้าต่อพลังงานความร้อนที่มาจากเชื้อเพลิงชีวมวล (หน่วย: กิกะจูล)

ตัวอย่างโครงการลดการใช้พลังงาน

โครงการ Cleaning Brush

สถานที่: โรงงานสาขาอันวาร์

ที่มาและความสำคัญ: ระบบแปรงทำความสะอาดในสายการผลิตเดิมใช้มอเตอร์จำนวนมากต่อสายการผลิต ส่งผลให้มี การใช้พลังงานไฟฟ้าสูง และประสิทธิภาพการทำความสะอาดยังไม่เป็นไปตามที่ต้องการ โรงงานสาขาจึงริเริ่มโครงการปรับปรุง เพื่อลดการใช้พลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอย่างเป็นระบบ

รายละเอียดการดำเนินการ: โรงงานสาขาดำเนินการออกแบบและติดตั้งระบบแปรงทำความสะอาดแบบใหม่ทดแทนระบบเดิม ครอบคลุม 10 สายการผลิต ระหว่างเดือนตุลาคม 2567 ถึงเดือนเมษายน 2568

ผลประโยชน์ที่ได้รับ:

มิติ ผลที่ได้รับ
ประหยัดพลังงาน ลดการใช้ไฟฟ้าในระบบแปรงทำความสะอาดลงร้อยละ 50.00 ต่อสายการผลิต
ประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนพลังงานต่อหน่วยผลิตลงร้อยละ 5.76
ประหยัดค่าไฟฟ้า ลดค่าใช้จ่ายไฟฟ้าได้ 252,228 บาท/เดือน
สิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการลดการใช้พลังงานไฟฟ้าในกระบวนการผลิต

โครงการนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของบริษัทในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานตลอดกระบวนการผลิต สอดคล้องกับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน

การบริหารจัดการน้ำและน้ำทิ้ง (GRI 303)

การบริหารจัดการน้ำใช้ (GRI 303-1)

เนื่องจากน้ำเป็นทรัพยากรสำคัญในกระบวนการผลิตถุงมือและมีผลกระทบต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ส่งผลให้บางขั้นตอนมีความจำเป็นต้องใช้น้ำในปริมาณมาก บริษัทฯ จึงตระหนักถึงความเสี่ยงจากการจัดหาน้ำจากแหล่งต่างๆ มาใช้ในกระบวนการผลิต ทั้งในมิติด้านปริมาณและด้านคุณภาพ (Quantity and Quality-related Water Risks) ความเสี่ยงด้าน การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบและราคาของการใช้น้ำ (Water-Related Regulatory Changes and Pricing Structure) รวมถึงความเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งกับผู้มีส่วนได้เสียจากการใช้น้ำ (Water-Related Stakeholder Conflicts) โดยในปี 2565 บริษัทฯ เริ่มทำการวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงสถานการณ์ความเพียงพอของทรัพยากรน้ำของโรงงานทั้งหมดที่ตั้งอยู่ใน อ.หาดใหญ่ อ.สะเดา จ.สงขลา, อ.กันตัง จ.ตรัง, อ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี และ อ.ปะทิว จ.ชุมพร ด้วยการใช้เครื่องมือ Aqueduct Water Risk Atlas ของ World Resources Institute (WRI) และกำหนดความถี่ใน การวิเคราะห์เป็นประจำอย่างน้อยทุก 2 ปี ทั้งนี้ ผลจากการประเมินปี 2568 พบว่าโรงงานสาขาของบริษัทฯ มีระดับความเครียดน้ำ (Water Stress Level) ที่แตกต่างกันตามที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ โดยโรงงานสาขาตรังตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีระดับความเครียดน้ำต่ำถึงกลาง โรงงานสาขาหาดใหญ่, สะเดา พี.เอส., อันวาร์ และชุมพร ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีระดับความเครียดน้ำระดับกลางถึงสูง ในขณะที่โรงงานสาขาสุราษฎร์ธานีตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีระดับความเครียดน้ำสูง ซึ่งนับเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการขาดแคลนทรัพยากรน้ำในระดับที่มีนัยสำคัญ แต่อย่างไรก็ตาม ผลการประเมินจากแผนที่ความเสี่ยงด้านน้ำของ WRI ระบุว่าการใช้น้ำบาดาล (Groundwater) ของบริษัทฯ ในทุกโรงงานสาขาอยู่ในระดับที่ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบต่อปริมาณและคุณภาพของแหล่งน้ำใต้ดินในบริเวณโดยรอบ บริษัทฯ จึงได้กำหนดแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในกระบวนการผลิต สนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนเป้าหมายที่ 6 (SDG 6) และแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปีของประเทศไทย เพื่อลดผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำในอนาคต ดังนี้

แนวทางในการบริหารจัดการ

  • บริหารจัดการน้ำใช้ให้มีปริมาณเพียงพอและมีคุณภาพที่เหมาะสมต่อกระบวนการผลิตโดยไม่ส่งผลกระทบต่อชุมชน จัดทำแผนลดการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพโดยใช้หลักการ 3Rs
  • พัฒนาระบบการผลิตน้ำ Soft ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อสามารถลดการใช้น้ำบาดาล
  • จัดทำแหล่งน้ำผิวดินโดยขุดสระเก็บน้ำเพื่อช่วยป้องกันปัญหาน้ำท่วมหรือน้ำแล้งโดยรอบที่โรงงานตั้งอยู่
  • ส่งเสริมการคิดค้น ปรับปรุงเพื่อลดการใช้น้ำในแต่ละกระบวนการด้วยกิจกรรม Kaizen และ QCC
  • ลดการใช้แหล่งน้ำธรรมชาติ โดยการปรับปรุงระบบ หรือทำโครงการเพื่อเพิ่มการ Recycle หรือ Reused น้ำให้มากขึ้น เช่น การติดตั้งระบบ Water Reclaim
  • ลดการใช้แหล่งน้ำธรรมชาติ โดยการปรับปรุงระบบ หรือทำโครงการเพื่อเพิ่มการ Recycle หรือ Reused น้ำให้มากขึ้น เช่น การติดตั้งระบบ Water Reclaim
เป้าหมาย
  • การลดการใช้น้ำต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ลงร้อยละ 6 เทียบกับปีฐาน 2567 ภายในปี 2572
ผลการดำเนินงาน
ปริมาณน้ำที่ใช้ต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ (ลบ.ม./ล้านชิ้น)
ปริมาณการใช้น้ำบาดาล (ล้าน ลบ.ม./ปี)

ในปี 2568 พบว่า บริษัทฯ ยังไม่สามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ เนื่องจากประเด็นด้าน การควบคุมการใช้น้ำในกระบวนการผลิตขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกัน ได้แก่ คุณสมบัติของถุงมือที่ต้องเป็นไปตามกฎเกณฑ์และมาตรฐานที่แตกต่างกันของแต่ละลูกค้าและแต่ละประเทศ รวมถึงปัจจัยด้าน การควบคุมการผลิตอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้น้ำ เช่น ประเภทของวัตถุดิบและสารเคมีที่ใช้ในกระบวนการผลิต ซึ่งปัจจัยเหล่านี้มีผลต่อปริมาณการใช้น้ำโดยตรง ถึงแม้ว่าบริษัทฯ ยังไม่บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ แต่บริษัทฯ ยังคงมีความมุ่งมั่นในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ โดยได้เพิ่มความเข้มข้นของมาตรการและแนวทางในการบริหารจัดการ ทั้งในด้านการปรับปรุงกระบวนการผลิต การติดตามและควบคุมการใช้น้ำอย่างใกล้ชิด รวมถึงการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสมมาใช้ เพื่อให้มั่นใจว่าบริษัทฯ จะสามารถบรรลุเป้าหมายใหม่ที่กำหนดไว้ได้อย่างเป็นรูปธรรมภายในระยะเวลาที่กำหนด

ตัวอย่างโครงการลดการใช้น้ำ

โครงการลดการใช้น้ำ

สถานที่: โรงงานสาขาสุราษฎร์ธานี 3 (SR3)

ที่มาและความสำคัญ: โรงงาน SR3 พบว่าน้ำร้อนที่ได้รับการบำบัดแล้ว มีการปล่อยทิ้งลงสู่คูน้ำเสีย โดยไม่ได้ใช้ประโยชน์ ทำให้สูญเสียทรัพยากรน้ำและเพิ่มภาระระบบบำบัดน้ำเสียโดยไม่จำเป็น

รายละเอียดการดำเนินการ: โรงงาน SR3 ดำเนินการต่อท่อรับน้ำทิ้งมาเก็บในถังพัก แล้วใช้ปั๊มส่งน้ำดังกล่าวไปใช้ทดแทนในกระบวนการผลิต แทนการปล่อยทิ้ง

ผลประโยชน์ที่ได้รับ:

  • ลดปริมาณการใช้น้ำได้ถึง 70,170 ลบ.ม./ปี หรือคิดเป็น 22 ลบ.ม./ล้านชิ้นผลิตภัณฑ์
  • ประหยัดค่าใช้จ่าย 565,678 บาท/ปี
    โครงการนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของบริษัทในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานตลอดกระบวนการผลิต สอดคล้องกับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน

โครงการลดขนาดท่อน้ำใช้

สถานที่: โรงงานสาขาตรัง

ที่มาและความสำคัญ: ท่อน้ำใช้ในสายการผลิตเดิมมีขนาดใหญ่ ส่งผลให้อัตราการไหลของน้ำสูงเกินความจำเป็น โรงงานสาขาจึงศึกษาแนวทางปรับลดขนาดท่อให้เหมาะสมกับการใช้งานจริง เพื่อลดการสูญเสียทรัพยากรน้ำในกระบวนการผลิต

รายละเอียดการดำเนินการ: โรงงานสาขาปรับลดขนาดท่อน้ำ เพื่อควบคุมอัตราการไหลให้สอดคล้องกับความต้องการใช้งานจริง โดยไม่กระทบต่อประสิทธิภาพกระบวนการผลิต

ผลประโยชน์ที่ได้รับ:

  • Rลดปริมาณการใช้น้ำได้ถึงร้อยละ 62.00
  • ปริมาณน้ำที่ประหยัดได้ 9,800 ลบ.ม./ปี
  • ลดปริมาณน้ำเสียในระบบบำบัดโดยรวม
    โครงการนี้เป็นตัวอย่างของการปรับปรุงกระบวนการผลิตด้วยการลงทุนต่ำ แต่สร้างผลประหยัดทรัพยากรน้ำได้อย่างมีนัยสำคัญ สอดคล้องกับเป้าหมายการลดการใช้น้ำและลดของเสียในกระบวนการผลิต
การบริหารจัดการน้ำทิ้ง (GRI 303-2)

บริษัทฯ ติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสียเเบบสระเติมอากาศ (Aeration Lagoon) ที่ได้มาตรฐาน น้ำเสียที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตและกิจกรรมต่างๆ จะเข้าสู่ระบบบำบัดน้ำเสีย เพื่อบำบัดให้มีคุณภาพน้ำผ่านตามมาตรฐานควบคุม การระบายน้ำทิ้งจากโรงงานที่กฎหมายกำหนด โดยถือเป็นมาตรฐานคุณภาพน้ำทิ้งขั้นต่ำ (GRI 303-2) และติดตั้งระบบ BOD Online ซึ่งตรวจวัดค่าปริมาณออกซิเจนที่จุลินทรีย์ต้องการใช้ในการย่อยสลายสารอินทรีย์ (Biochemical Oxygen Demand: BOD) ในน้ำเสียและส่งผลตรวจวัดค่า BOD แบบ Real Time ไปยังกรมโรงงานอุตสาหกรรม ทำให้มั่นใจได้ว่าคุณภาพน้ำทิ้งที่ระบายออกสู่แหล่งน้ำสาธารณะผ่านเกณฑ์มาตรฐานตามกฎหมาย

เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรน้ำ บริษัทฯ ได้พัฒนาเทคโนโลยีการบำบัดน้ำเสียและมุ่งเน้นการนำ น้ำกลับมาใช้ซ้ำในกระบวนการผลิตตามหลักการ 3Rs เพื่อลดการใช้น้ำใหม่และบริหารจัดการทรัพยากรให้เกิดความคุ้มค่าที่สุด โดยกำหนดแนวทาง ดังนี้

  • ตรวจสอบและควบคุมระบบบำบัดน้ำเสียให้มีประสิทธิภาพอยู่เสมอ นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการปรับปรุงควบคุมการทำงานของระบบบำบัดน้ำเสีย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และลดการใช้พลังงาน
  • ปรับปรุงและพัฒนาระบบบำบัดน้ำ เพื่อให้สามารถนำน้ำกลับมาหมุนเวียนใช้ในการผลิตอย่างน้อยร้อยละ 5
  • เตรียมพร้อมต่อสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้น เช่น ไฟดับ น้ำท่วม เป็นต้น
  • ติดตั้งระบบ Pre-Treatment เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบำบัดน้ำเสีย

(ผลการทดสอบน้ำทิ้งสามารถดูรายละเอียดได้จากผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมท้ายเล่มรายงานความยั่งยืน ประจำปี 2568 หน้า 227)

ตัวอย่างโครงการลดการใช้น้ำทิ้ง

โครงการนำน้ำที่ผ่านการบำบัดกลับมาใช้ซ้ำในกระบวนการผลิต

สถานที่: โรงงานสาขาชุมพร

ที่มาและความสำคัญ: โรงงานสาขาตั้งเป้าหมายนำน้ำที่ผ่านการบำบัดกลับมาใช้ซ้ำในกระบวนการผลิตไม่น้อยกว่า ร้อยละ 10 เพื่อลดการพึ่งพาแหล่งน้ำจากภายนอก และลดปริมาณน้ำเสียที่ปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อม

รายละเอียดการดำเนินการ: โรงงานสาขาติดตั้งระบบ Reclaim Water System บริเวณบ่อเก็บน้ำเสียบ่อสุดท้าย (Oxidation Pond) โดยนำน้ำที่ผ่านการบำบัดมาปรับสภาพด้วยสารเคมี ปรับค่า pH ฆ่าเชื้อ และตกตะกอน ก่อนผ่านระบบกรอง เพื่อให้ได้คุณภาพน้ำที่เหมาะสมสำหรับนำกลับเข้าสู่กระบวนการผลิต

ผลประโยชน์ที่ได้รับ:

ปี ปริมาณน้ำที่นำกลับมาใช้ซ้ำ
2566 14,458 ลบ.ม./เดือน หรือคิดเป็นร้อยละ 14.31
2567 30,547 ลบ.ม./เดือน หรือคิดเป็นร้อยละ 24.59
2568 40,639 ลบ.ม./เดือน หรือคิดเป็นร้อยละ 28.21

โดยในปี 2568 สามารถนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำได้สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ร้อยละ 10 ถึง 2.80 เท่า โครงการนี้สะท้อนความมุ่งมั่นในการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการพึ่งพาแหล่งน้ำธรรมชาติ และ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากน้ำเสียในกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง

การบริหารจัดการคุณภาพอากาศ (GRI 3-3)

บริษัทฯ ให้ความสำคัญในการบริหารจัดการคุณภาพอากาศที่เกิดจากการดำเนินงาน เนื่องจากในกระบวนการผลิตอาจก่อให้เกิดมลสารทางอากาศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อพนักงานและชุมชนโดยรอบ บริษัทฯ จึงได้จัดทำแผนบริหารจัดการควบคุมคุณภาพอากาศทั้งภายใน และบริเวณโดยรอบโรงงาน ตลอดทั้งมีการตรวจวัดและติดตามคุณภาพอากาศอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าคุณภาพอากาศเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด นอกจากการตรวจวัดคุณภาพอากาศจากปล่องระบาย บริษัทฯ ได้จัดให้มีคณะทำงานลงพื้นที่สำรวจและวัดคุณภาพอากาศในพื้นที่ชุมชนใกล้เคียงเป็นระยะๆ ด้วยเช่นกัน

เป้าหมาย
  • จำนวนเหตุการณ์การไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับด้านสิ่งแวดล้อมเป็นศูนย์
ผลการดำเนินงานปี 2568
  • จำนวนเหตุการณ์การไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับด้านสิ่งแวดล้อม 1 เรื่อง
หมายเหตุ * สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หัวข้อ ผลการดำเนินงานสิทธิมนุษยชนและการไม่เลือกปฏิบัติ หน้า 121

ทั้งนี้เพื่อจัดการคุณภาพอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทฯ ได้ติดตั้งระบบบำบัดมลพิษอากาศตามประเภทของกระบวนการผลิต เพื่อลดผลกระทบทั้งภายในโรงงานและชุมชนใกล้เคียง ดังนี้

  • หม้อไอน้ำที่ให้ความร้อนโดยใช้เชื้อเพลิงแบบชีวมวล (ไม้สับ) บริษัทฯ ติดตั้งระบบบำบัดมลพิษ 3 ประเภท คือ
    1. Single Cyclone และ Multi Cyclone (ระบบดักจับฝุ่นละอองและขี้เถ้าแบบแห้ง)
    2. Wet Scrubber (ระบบดักจับฝุ่นละอองและขี้เถ้าแบบเปียก)
    3. Bag Filter (ระบบดักฝุ่นแบบผ้ากรองฝุ่น มีประสิทธิภาพสูง)
  • กระบวนการผลิตที่ใช้ก๊าซคลอรีน จะดำเนินการติดตั้ง Wet Scrubber

บริษัทฯ ตั้งเป้าหมาย ข้อร้องเรียนด้านสิ่งแวดล้อมเป็นศูนย์ บริษัทฯ กำหนดแนวทางการดำเนินงาน เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ดังนี้

  • ใช้เชื้อเพลิงสะอาดในกระบวนการผลิต (เชื้อเพลิงชีวมวล ร้อยละ 100)
  • ตรวจสอบ และตรวจวัดการทำงานของระบบและคุณภาพอากาศจากปล่องระบายตามแผนงานประจำปี
  • ลงพื้นที่สำรวจผลกระทบและตรวจวัดคุณภาพอากาศชุมชนใกล้เคียงอย่างสม่ำเสมอตามแผน
  • สื่อสารคุณภาพสิ่งแวดล้อมให้แก่ชุมชนและสาธารณชน

(ผลการตรวจวัดคุณภาพอากาศจากปล่องระบายสามารถดูรายละเอียดได้จาก ผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม
ท้ายเล่มรายงานความยั่งยืน ปี 2568)

การบริหารจัดการของเสีย (GRI 306-1, 306-2)

การจัดการของเสียหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วอย่างมีประสิทธิภาพช่วยให้บริษัทฯ สามารถใช้ทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่า และ ลดค่าใช้จ่ายในการกำจัดของเสียที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานของบริษัทฯ ได้ทั้งทางตรงและทางอ้อมโดยใช้การจัดการของเสียตามหลัก 3Rs (Reduce, Reuse & Recycle) มุ่งเน้นการนำกลับมาใช้ซ้ำ หรือนำไปใช้ทดแทนในหน่วยงานอื่นเพื่อเป็นการลดการส่งกำจัด และใช้แนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่ให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ด้วยการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อให้การใช้ทรัพยากรเกิดประสิทธิภาพสูงสุดลดการใช้ทรัพยากรใหม่

ทั้งนี้ ของเสียหลักที่เกิดจากกระบวนการผลิต ได้แก่ น้ำเสียจากกระบวนการล้างและเตรียมฟอร์เมอร์ก่อนทำการจุ่มน้ำยางเพื่อขึ้นรูปถุงมือ, กากตะกอนจากระบบบำบัดน้ำเสีย, ขี้เถ้าจากกระบวนการเผาไหม้ชีวมวลไม้สับของหม้อไอน้ำ (Boiler), ฟอร์เมอร์ที่ชำรุดหรือเสื่อมสภาพจากการใช้งาน, ไม้พาเลทหรือถังพลาสติกจากการรับเข้าวัตถุดิบ, บรรจุภัณฑ์ใส่สารเคมี, ถังน้ำมันและเศษเหล็กจากงานซ่อมบำรุง รวมถึงถุงมือเสีย ซึ่งของเสียทั้งหมดได้มีการคัดแยกประเภท จัดเก็บ บันทึกและ ส่งกำจัดอย่างถูกต้องตามกฎหมาย วัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่ไม่ได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน และของเสีย เช่น ฟอร์เมอร์ที่หมดอายุการใช้งาน, ไม้พาเลท, ถังพลาสติก ยังสามารถนำไปใช้ซ้ำภายในโรงงานและนำไปสร้างมูลค่าเพิ่มกับชุมชนได้ด้วย (สามารถดูเพิ่มเติมได้ในผลการดำเนินงานด้านสังคมหัวข้อการสนับสนุนและมีส่วนร่วมกับชุมชน หน้า 157-159)

นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้ส่งเสริมคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทานผ่าน จรรยาบรรณคู่ค้าธุรกิจและแนวปฏิบัติ และการร่วมพัฒนาคู่ค้า ให้ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เลือกใช้วัสดุที่ยั่งยืน (Sustainable Materials) รวมถึงดำเนินการจัดการของเสียตามหลัก 3Rs โดยมีการนำกลับไปใช้ซ้ำ เช่น โครงการกล่องหมุนเวียน ซึ่งดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง (สามารถดูเพิ่มเติมได้ในหัวข้อการพัฒนาคู่ค้า หน้า 109-110) เพื่อลดการเกิดของเสียและส่งเสริมให้เกิดการจัดการของเสียอย่างยั่งยืน ซึ่งครอบคลุมถึง การลดการฝังกลบที่ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อีกด้วย

โครงการลดขยะอันตราย (โครงการต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2564)

เป็นโครงการที่เกิดจากความร่วมมือกับผู้ส่งมอบวัตถุดิบสารเคมี ที่ปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์สารเคมีที่รับเข้าเพื่อการลดขยะอันตรายจากภาชนะบรรจุสารเคมี

ลำดับ เรื่อง วิธีดำเนินการ ปี 2564
น้ำหนักขยะ (กก.)
ปี 2565
น้ำหนักขยะ (กก.)
ปี 2566
น้ำหนักขยะ (กก.)
ปี 2567
น้ำหนักขยะ (กก.)
ปี 2568
น้ำหนักขยะ (กก.)
1 ลดปริมาณขยะอันตรายประเภทถังสารเคมี เปลี่ยนจากถังพลาสติกมาเป็น แบบ Tank car 264,833 289,290 296,021 378,797 332,939
2 ลดปริมาณขยะอันตรายประเภทกระสอบ เปลี่ยนจากกระสอบเป็น Tank Car 17,801 16,677 - - -
3 ลดปริมาณขยะอันตรายประเภทถัง Bulk 1,000 ลิตร เปลี่ยนจากถัง Bulk 1,000 ลิตร เป็น Tank Car 19,197 26,919 64,863 130,579 181,798
รวม 301,831 332,886 360,884 509,376 514,737
โครงการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy Project)

โครงการ Waste Former to Refractory (โครงการต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2565)

โครงการที่เกิดจากความร่วมมือของ STGT และ SRIC ในเครือ SCG โดยการส่งแม่พิมพ์ถุงมือเซรามิคที่หมดอายุ การใช้งานของ STGT ไปเป็น Substituted Raw Material ในการผลิตปูนทนไฟ ของ SRIC

ในปี 2568 สามารถลดการฝังกลบ Former จำนวน 1,660 ตันต่อปี และลดค่าใช้จ่ายในการส่งกำจัด จำนวน 3,452,800 บาทต่อปี

โครงการจานรองแก้วน้องศรีตรัง (Sri Trang Eco-Coasters)

ในปี 2568 บริษัท ได้ร่วมมือกับสถาบันการศึกษา (คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง) และ คู่ค้า เพื่อศึกษาและพัฒนางานวิจัย หรือการสร้างนวัตกรรมด้านการบริหารจัดการของเสียหรือวัสดุไม่ใช้แล้วจากกระบวน การผลิตให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และสนับสนุนเป้าหมาย Zero Waste to Landfill ซึ่งได้มีการนำถุงมือยางที่ไม่ได้คุณภาพ และฝุ่นแป้งจากกระบวนการผลิต ไปผลิตเป็นจานรองแก้ว

จานรองแก้วน้องศรีตรัง (Sri Trang Eco-Coasters) ผลิตจากถุงมือยางที่ผ่านการใช้งานและวัสดุไม่ใช้แล้วจากกระบวนการผลิตถุงมือยางของบริษัทฯ โดยมุ่งเน้นการลดการส่งกำจัดขยะและสร้างมูลค่าให้กับของเสีย (Waste to Value) ตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียนภายใต้กลยุทธ์การดำเนินงานด้านความยั่งยืนของกลุ่มบริษัทศรีตรัง เรามุ่งหวังที่จะมี ส่วนร่วมในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและสร้างสมดุลให้กับโลกของเรา

โครงการจานรองแก้วน้องศรีตรัง (Sri Trang Eco-Coasters) ในปี 2568 บริษัท ได้ร่วมมือกับสถาบันการศึกษา (คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง) และ คู่ค้า เพื่อศึกษาและพัฒนางานวิจัย หรือการสร้างนวัตกรรมด้านการบริหารจัดการของเสียหรือวัสดุไม่ใช้แล้วจากกระบวน การผลิตให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และสนับสนุนเป้าหมาย Zero Waste to Landfill ซึ่งได้มีการนำถุงมือยางที่ไม่ได้คุณภาพ และฝุ่นแป้งจากกระบวนการผลิต ไปผลิตเป็นจานรองแก้ว จานรองแก้วน้องศรีตรัง (Sri Trang Eco-Coasters) ผลิตจากถุงมือยางที่ผ่านการใช้งานและวัสดุไม่ใช้แล้วจากกระบวนการผลิตถุงมือยางของบริษัทฯ โดยมุ่งเน้นการลดการส่งกำจัดขยะและสร้างมูลค่าให้กับของเสีย (Waste to Value) ตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียนภายใต้กลยุทธ์การดำเนินงานด้านความยั่งยืนของกลุ่มบริษัทศรีตรัง เรามุ่งหวังที่จะมี ส่วนร่วมในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและสร้างสมดุลให้กับโลกของเรา

โครงการนำเศษยางจากกระบวนการผลิตถุงมือยางไปใช้ประโยชน์ (Waste to Value) ตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน

ในปี 2568 บริษัทฯ สาขาหาดใหญ่ ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการพัฒนาและยกระดับสถานประกอบการอุตสาหกรรมให้มีการประยุกต์ใช้หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนในองค์กร กับกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ร่วมกับสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ เพื่อศึกษาการนำวัสดุไม่ใช้แล้วจากกระบวนการผลิต กลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และสนับสนุนเป้าหมาย Zero Waste to Landfill ซึ่งได้มีการนำเศษยางจากกระบวนการผลิตมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเป็นแผ่นยางฟองน้ำกันกระแทก และส่งมอบให้กับชุมชนประธานคีรีวัฒน์ เพื่อปูพื้นสนามฝึกซ้อมมวย

บัญชีค่าใช้จ่ายด้านสิ่งแวดล้อมของปี 2568
ค่าใช้จ่ายเพื่ออุปกรณ์ควบคุมมลพิษ หน่วย รวม
ค่าบำบัดน้ำทิ้ง ล้านบาท 33
ค่าบำบัดมลพิษอากาศ ล้านบาท 107
ค่ากำจัดของเสียและวัสดุไม่ใช้แล้ว ล้านบาท 39
ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการระบบการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม ล้านบาท 1
ค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบตรวจวัดสิ่งแวดล้อม ล้านบาท 11
ค่าบำรุงรักษาอุปกรณ์ป้องกันมลพิษ (PM ซ่อมบำรุงประจำปี) ล้านบาท 23
รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด (จาก 6 โรงงานสาขา) ล้านบาท 215