การพัฒนานวัตกรรมและเผยแพร่นวัตกรรม
การพัฒนานวัตกรรมและเผยแพร่นวัตกรรม

การวิจัยพัฒนาและนวัตกรรม (GRI 3-3)

การพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมเป็นหนึ่งในประเด็นความยั่งยืนของบริษัทฯ บริษัทฯ จึงมุ่งเน้นและสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมทั้งในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ การปรับปรุงประสิทธิภาพของกระบวนการผลิต รวมถึงการอนุรักษ์พลังงานภายในองค์กร เพื่อทำให้เกิดการสร้างนวัตกรรมในระดับผลิตภัณฑ์และกระบวนการทำงาน ซึ่งการริเริ่มทำสิ่งต่างๆ ด้วยวิธีใหม่ๆ นั้น ไม่จำกัดเพียงแต่ การคิดค้นสินค้าชนิดใหม่เท่านั้น หากแต่รวมถึงการเปลี่ยนแปลงทางความคิด หรือการปรับปรุงกระบวนการทำงาน เพื่อเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มและ/ หรือลดต้นทุน และลดการใช้ทรัพยากรใน การดำเนินธุรกิจ เป้าหมายของนวัตกรรมคือ การเปลี่ยนแปลงในเชิงบวก เพื่อทำให้สิ่งต่างๆ เกิดความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น โดยบริษัทฯ มีแนวทางในการพัฒนางานวิจัยและคิดค้นนวัตกรรม ดังนี้

  1. สำรวจกระบวนการต่างๆ ของธุรกิจของบริษัทฯ ที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบันว่าก่อให้เกิดความเสี่ยงหรือ มีผลกระทบในทางลบต่อสังคมหรือสิ่งแวดล้อมหรือไม่และอย่างไร พร้อมทั้งศึกษาหาแนวทางแก้ไข เพื่อลดผลกระทบดังกล่าว นอกจากนี้ บริษัทฯ จะศึกษา ค้นคว้า และวิเคราะห์ลักษณะของสินค้ารวมถึงกระบวนการผลิตและกระบวนการทำงานอย่างละเอียด และครอบคลุมทุกด้าน เพื่อสร้างโอกาสในการพัฒนา ปรับปรุง และการคิดค้นไปสู่การค้นพบนวัตกรรมทางธุรกิจใหม่ๆ
  2. เปิดเผยนวัตกรรมที่ค้นพบในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อกระตุ้นให้ธุรกิจและผู้ประกอบการรายอื่นได้ปฏิบัติตาม เพื่อเสริมสร้างและขยายผลการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง
  3. วิเคราะห์แนวทางการแก้ไขปัญหา ตลอดจนพัฒนาต่อยอดนวัตกรรมที่มีอยู่อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการสร้างโอกาสในการคิดค้นสิ่งใหม่ เพื่อการตอบสนองความต้องการของลูกค้าและการเติบโตของธุรกิจอย่างยั่งยืน

เป้าหมาย

ผลการดำเนินงานด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม

โครงการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมของบริษัทฯ ปี 2568 มีวัตถุประสงค์และเป้าหมายหลักของการวิจัยและพัฒนา3 ด้าน ดังนี้

ตัวอย่างโครงการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม

โครงการที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์

เพื่อตอบโจทย์การใช้งานของผู้บริโภคหรือผู้ใช้งานถุงมือยางที่ได้นำถุงมือมาใช้ในงานหลากหลายประเภทมากขึ้น ตลอดจนรักษาความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมถุงมือยาง และการดำเนินธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน ตามแนวคิด “Clean World Clean Gloves ถุงมือรักษ์โลกที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค” รวมทั้งสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์ บริษัทฯ ได้คิดค้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากยางธรรมชาติ ด้วยกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อาทิ ถุงมือ Latex Powder Free ที่ผลิตด้วยเทคโนโลยี Online Polymer Coated ซึ่งเป็นกระบวนการที่ไม่มีการใช้คลอรีน ส่งผลให้ไม่มีสารคลอรีนตกค้าง ในถุงมือ ช่วยลดความเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังของผู้ใช้งาน พร้อมทั้งช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และยกระดับมาตรฐานคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ Specialty Gloves เพื่อให้ครอบคลุมความต้องการในการใช้งานของผู้บริโภคให้มากขึ้น ซึ่งปัจจุบันบริษัทฯ มีผลิตภัณฑ์กว่า 71 ชนิด อาทิ ถุงมือผ่าตัด (Surgical Gloves), ถุงมือยาง ไนไตรล์ Daimond texture ที่ใช้ในกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรม, ถุงมือยางธรรมชาติ Double Chlorination, ถุงมือยางธรรมชาติ Online Polymer Coated, ถุงมือยางธรรมชาติที่มีความยาวเพิ่มขึ้น (Long Cuff) เป็นต้น

โดยในปี 2568 บริษัทฯ ได้พัฒนาและต่อยอดผลิตภัณฑ์เดิม เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้งาน มากขึ้น เช่น ถุงมือผ่าตัด (Surgical Gloves) ที่ทำการปรับปรุงให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถสวมใส่ถุงมือ 2 ชั้น ได้สะดวกขึ้น, ถุงมือยางธรรมชาติ Double Chlorination, ถุงมือยางไนไตรล์ที่ทำการลดปริมาณสังกะสี (Zinc) ตกค้าง ในถุงมือ, ถุงมือยางไนไตรล์ Daimond Texture สำหรับการใช้งานในกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรม, รวมทั้งการผลิตถุงมือ Latex Powder free ขนิดข้อมือยาว (Long Cuff) เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน เป็นต้น

ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังคงให้ความสำคัญกับการปรับปรุงคุณภาพของผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ให้เป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพระดับสากล รวมถึง มาตรฐานเฉพาะของแต่ละประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ใช้งาน และสนับสนุน การเติบโตของธุรกิจอย่างมั่นคงและยั่งยืน

โครงการที่เกี่ยวข้องกับระบบ Automation

บริษัทฯ ได้ส่งเสริมและลงทุนในการนำความรู้และเทคโนโลยีต่างๆ มาปรับใช้ภายในองค์กร ทั้งระบบ Automation และ Digitalization โดยนำมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ขององค์กร ทำให้การผลิตมีประสิทธิภาพ เพื่อที่จะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ลดการใช้แรงงาน ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มความสามารถในการเข้าถึงข้อมูล ทำให้ตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว เพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางการตลาด เช่น

โครงการ Gloves Defect Detection โดยใช้ Vision Camera ร่วมกับ AI Vision Deep Learning ในการช่วยตรวจจับและคัดแยกถุงมือที่มีจุดบกพร่อง หรือไม่ตรงตามมาตรฐานคุณภาพในกระบวนการผลิต ช่วยเพิ่มผลิตภาพได้ถึงร้อยละ 50

โครงการ Gloves Defect Detection

โครงการ QC Digitization โดยประยุกต์ใช้อุปกรณ์ Handheld เชื่องโยงกับ SAP ในกระบวนการ QC WIP และ Packing ช่วยเพิ่มผลิตภาพ ได้ถึงร้อยละ 36 และลดการใช้กระดาษได้ทั้งหมด

โครงการ QC Digitization

โครงการ Smart Energy System ซึ่งได้พัฒนา Dashboard Monitoring System ร่วมกับ Censor เพื่อเก็บข้อมูลและตรวจสอบการใช้พลังงานแบบเรียลไทม์ ได้ถึงร้อยละ 99 ทำให้มีข้อมูลเพื่อใช้ในการตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว

โครงการ Smart Energy System

โครงการที่ช่วยส่งเสริมด้านสิ่งแวดล้อม

บริษัทฯ มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจให้เติบโตควบคู่กับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาและนำนวัตกรรมมาปรับใช้ในกระบวนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมขององค์กร

หนึ่งในโครงการสำคัญคือ การลดการใช้สารเคมีในกระบวนการผลิต โดยบริษัทฯ ได้ปรับปรุงกระบวนการผลิตถุงมือ ยางไนไตรล์ ผ่านการ ลดการใช้คลอรีนในกระบวนการผลิต ซึ่งช่วยลดการปล่อยสารเคมีอันตรายสู่สิ่งแวดล้อม ลดผลกระทบต่อระบบนิเวศ และส่งเสริมกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น

การดำเนินโครงการดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมสนับสนุนการเติบโตขององค์กรอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ส่งเสริมให้มีการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property) โดยดำเนินการจดสิทธิบัตรกับกรมทรัพย์สินทาง สำหรับสินค้าถุงมือยางทางการแพทย์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 บริษัทฯ ได้ยื่นจดสิทธิบัตรการประดิษฐ์ แล้วทั้งสิ้น 3 ฉบับ

เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์

การขับเคลื่อนองค์กรด้วยดิจิทัล และปัญญาประดิษฐ์

กลุ่มบริษัทศรีตรัง ดำเนินการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบจัดการข้อมูลอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานและเสริมสร้างความพร้อมสำหรับการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ในระดับองค์กร กลุ่มบริษัทศรีตรังให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล การจัดวางกรอบการกำกับดูแล และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและทิศทางการดำเนินธุรกิจ ทั้งนี้ เพื่อให้ ทุกหน่วยงานสามารถปรับตัวและตอบสนองต่อความท้าทายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โครงสร้างพื้นฐานข้อมูลและดิจิทัลเพื่อขับเคลื่อน AI (Digital and Data Infrastructure to Drive AI)

ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา กลุ่มบริษัทศรีตรังได้พัฒนาโครงสร้างข้อมูลและระบบดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมโรงงานหลักกว่า 35 แห่ง ส่งผลให้สามารถบูรณาการข้อมูลและประยุกต์ใช้นวัตกรรมไได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านข้อมูลและเทคโนโลยีดิจิทัล กลุ่มบริษัทศรีตรังได้พัฒนาระบบข้อมูลที่เชื่อมโยงกันทั่วทุก หน่วยธุรกิจและโรงงาน เพื่อให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลเป็นไปอย่างราบรื่น (Interoperability) และมีประสิทธิภาพ อันนำไปสู่ยกระดับคุณภาพ ความถูกต้อง และความน่าเชื่อถือของข้อมูลอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการจัดโครงสร้างข้อมูลให้รองรับการใช้งานร่วมกันระหว่างหลายฝ่าย

ขั้นตอนต่อมาคือ การปรับกระบวนการทำงานเข้าสู่ระบบดิจิทัลและระบบอัตโนมัติ เพื่อลดความซ้ำซ้อนของกระบวนการ และต่อยอดด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI ในงานที่เหมาะสม อาทิ การประมวลผลเอกสาร การปรับปรุงกระบวนการผลิต และการวิเคราะห์ข้อมูล (AI-enabled Processes) การดำเนินการดังกล่าวส่งผลให้กลุ่มบริษัทศรีตรัง มีโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลที่มั่นคง กระบวนการทำงานที่มีความคล่องตัว การตัดสินใจที่มีความแม่นยำสูงขึ้น และความพร้อมในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันและขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

องค์กรได้พัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI ในหลายด้าน อาทิ

  • AI สำหรับบริหารจัดการความรู้ (Knowledge Intelligence) รองรับการค้นหาและเรียกใช้งานองค์ความรู้ นโยบาย ขั้นตอนการปฏิบัติงาน และเอกสารภายในอย่างเป็นระบบ
  • AI สำหรับเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพ (Operational and Quality Intelligence) ประยุกต์เทคโนโลยี
    ด้าน Computer Vision, Optimization และ Machine Learning เพื่อช่วยปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์ ลดข้อผิดพลาด และเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต
  • AI สำหรับประมวลผลเอกสารและข้อมูลข้อความ (Document Intelligence) ใช้เทคโนโลยี เทคโนโลยี Optical Character Recognition (OCR), Natural Language Processing และระบบสรุปข้อมูล เพื่อแปลงเอกสารกระดาษเป็นข้อมูลดิจิทัล วิเคราะห์เนื้อหาเอกสาร และสกัดข้อมูลเชิงลึก (Insights) ที่สนับสนุนการตัดสินใจขององค์กร
  • AI สำหรับสนับสนุนการทำงานเชิงบริหาร (Administrative Intelligence) ช่วยจัดการข้อมูลการประชุม สรุปสาระสำคัญ และเรียบเรียงข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณาตัดสินใจ

การพัฒนาและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ดังกล่าว ดำเนินการภายใต้การกำกับดูแลของ คุณวีรสิทธิ์ สินเจริญกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ โดยมีคุณรัฐพงศ์ ลาภาโรจน์กิจ ในตำแหน่ง Chief Artificial Intelligence Officer (CAIO) และทีมเทคโนโลยีแบบบูรณาการ (Integrated Technology Team) ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ IT (Information Technology), เทคโนโลยีปฏิบัติการ หรือ OT (Operational Technology) และ AI (Artificial Intelligence) ทำหน้าที่หลักในการสนับสนุน พัฒนา ดำเนินงาน และบูรณาการระบบเทคโนโลยีให้ดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน อย่างมีประสิทธิภาพ

การกำกับดูแลข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ (Data & AI Governance)

กลุ่มบริษัทศรีตรังประกาศใช้นโยบายธรรมาภิบาลข้อมูล (Data Governance Policy) และ แนวทางธรรมาภิบาล AI (AI Governance Guideline) โดยครอบคลุมทุกบริษัทในเครือ เพื่อกำหนดมาตรฐานการใช้ข้อมูลและ AI ในองค์กรให้ถูกต้อง ปลอดภัย และสอดคล้องกับกฎหมาย นโยบายนี้เน้นประเด็นสำคัญ คือ

  • การจัดประเภทข้อมูล
  • กำหนดสิทธิการเข้าถึง
  • การตรวจสอบการใช้งาน
  • ความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล
  • การบริหารจัดการข้อมูลตลอดวงจรชีวิต
  • หลักการใช้ AI อย่างรับผิดชอบ
  • การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
  • การปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

การพัฒนาทักษะบุคลากรด้านดิจิทัลและ AI (AI Talent & Workforce Readiness)

องค์กรส่งเสริมการยกระดับทักษะบุคลากรอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พนักงานสามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่าน 2 กิจกรรมหลัก ได้แก่

AI Clinic (AI Sharing & Consultation Program)

กิจกรรมนี้จัดขึ้นประจำทุกสัปดาห์ เปิดโอกาสให้พนักงานจากหลากหลายสายงานนำเสนอปัญหา แลกเปลี่ยนวิธีการประยุกต์ใช้ AI ในงานจริง และรับคำแนะนำจากทีมเทคโนโลยี เป้าหมายคือสนับสนุนให้แต่ละคนสามารถนำ AI ไปพัฒนากระบวนการทำงานของตนเองได้ดีขึ้น

ผลสำรวจปี 2568 พบว่า พนักงานรายเดือนกว่าร้อยละ 89 ถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับ AI ให้ผู้อื่น และพนักงานมีการแบ่งปันประสบการณ์อย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ภายในองค์กร

AI Knowledge Sharing

Most Mgmt actively encourage AI use (89%), while WC mainly share experiences (73%). BC shows limited engagement, with 97% having no intent to share or promote AI use.

จากหลักสูตรการอบรมดังกล่าวครอบคลุมหัวข้อ ดังนี้

  • การใช้งาน AI ขั้นพื้นฐาน
  • ทักษะการจัดการข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล
  • การออกแบบระบบอัตโนมัติและเวิร์กโฟลว์
  • แนวทาง Data & AI Governance

จากผลสำรวจ “Learning Needed” พนักงานส่วนใหญ่แสดงความต้องการพัฒนาเพิ่มเติมใน 3 ด้าน ได้แก่

  • ทักษะ AI ขั้นพื้นฐาน
  • การประยุกต์ใช้ AI ในกระบวนการทำงาน เช่น OCR, RPA และ Workflow
  • การใช้งานข้อมูลและจัดทำ Dashboard (Power BI & Analytics)

แม้จะมีการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง องค์กรยังคงสำรวจความต้องการด้านการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ เพื่อพัฒนาหลักสูตรที่สอดคล้องกับงานจริงและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

ประโยชน์ที่บริษัทและผู้มีส่วนได้เสียได้รับจากการขับเคลื่อน Digital Tools & AI

การขับเคลื่อน Digital Tools และ AI ของบริษัทฯ มุ่งเน้นการสร้างคุณค่าเชิงธุรกิจควบคู่กับการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยครอบคลุมทั้งมิติการดำเนินงาน การพัฒนาองค์กร และการบริหารความเสี่ยงอย่างรับผิดชอบ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับองค์กรและผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มอย่างแท้จริง

การนำเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนการทำงาน ช่วยขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนผ่าน 3 มิติหลัก ดังนี

  1. Run Better: เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Operational Excellence) การใช้เทคโนโลยีช่วยบริหารจัดการกระบวนการทำงานให้มีความรวดเร็ว แม่นยำ และเป็นระบบมากขึ้น ส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพและต้นทุน การดำเนินงาน ได้แก่
    • การลดงานซ้ำซ้อนและข้อผิดพลาด: ระบบอัตโนมัติช่วยลดภาระงานเอกสารและการป้อนข้อมูลด้วยมือ (Manual Work) ทำให้กระบวนการทำงานมีความถูกต้องสม่ำเสมอ และเปิดโอกาสให้พนักงานสามารถโฟกัสกับงานที่สร้างคุณค่าได้มากขึ้น
    • การผลิตและการดำเนินงานที่มีเสถียรภาพ: การใช้เทคโนโลยีในการวิเคราะห์ข้อมูลและแจ้งเตือนการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ (Predictive Maintenance) ช่วยลดความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของกระบวนการผลิต และสนับสนุนการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ
    • การตัดสินใจบนพื้นฐานข้อมูลจริง: ผู้บริหารสามารถติดตามสถานการณ์และผลการดำเนินงานผ่านแดชบอร์ดข้อมูล (Data Dashboard) ที่สะท้อนข้อมูลเชิงลึกแบบทันเวลา ช่วยให้การตัดสินใจทางธุรกิจมีความชัดเจนและตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม
  2. Build Better: พัฒนาและปรับตัวได้รวดเร็ว (Innovation Velocity) การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีช่วยเร่งกระบวนการพัฒนาและปรับปรุงธุรกิจ ทำให้องค์กรสามารถสร้างนวัตกรรมและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้อย่างคล่องตัว
    • การลดความเสี่ยงในการพัฒนา: การใช้แบบจำลองดิจิทัลและการจำลองสถานการณ์ ช่วยให้สามารถทดสอบ ความเป็นไปได้ของผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการใหม่ก่อนการลงทุนจริง ลดความเสี่ยงด้านเวลาและงบประมาณ
    • การเข้าใจความต้องการตลาด: การวิเคราะห์ข้อมูลช่วยให้เห็นแนวโน้มตลาดและความต้องการของลูกค้าอย่างชัดเจน นำไปสู่การปรับปรุงสินค้า บริการ และกระบวนการให้ตอบโจทย์ได้ตรงจุดมากยิ่งขึ้น
  3. Work Smarter: เสริมศักยภาพบุคลากรและสร้างความเชื่อมั่น (Organizational Enablement) การเตรียม ความพร้อมด้านบุคลากรควบคู่กับการกำกับดูแลการใช้ AI อย่างรับผิดชอบ เป็นรากฐานสำคัญของการเติบโต อย่างยั่งยืนในระยะยาว
    • การยกระดับทักษะพนักงาน: บริษัทฯ ส่งเสริมการพัฒนาทักษะดิจิทัล (Upskilling) และความเข้าใจในการทำงานร่วมกับ AI เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับรูปแบบการทำงานในอนาคต (Future of Work)
    • การทำงานที่คล่องตัว: พนักงานมีเครื่องมือช่วยวิเคราะห์ สรุป และสนับสนุนการทำงาน ทำให้สามารถทำงานได้สะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมความผูกพันและความภาคภูมิใจในการเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรที่ก้าวหน้า
    • ความเชื่อมั่นและธรรมาภิบาล: บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการกำกับดูแล AI อย่างรอบด้าน โดยมีผลการประเมินธรรมาภิบาล AI อยู่ในเกณฑ์ดี (คะแนนเฉลี่ย 3.7) สะท้อนถึงการบริหารความเสี่ยงที่รัดกุม ทั้งด้านความปลอดภัยของข้อมูล การปฏิบัติตามกฎระเบียบ และจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยี ซึ่งช่วยสร้างความไว้วางใจให้กับผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย